เนื้องอกมดลูก คืออะไร อันตรายไหม มีวิธีรักษาและป้องกันอย่างไรได้บ้าง

เนื้องอกมดลูก เป็นหนึ่งในโรคที่แฝงตัวอยู่ในร่างกายอย่างเงียบ ๆ ซึ่งไม่ได้มีอาการแสดงออกมาชัดเจน ทำให้คุณผู้หญิงหลายคนไม่รู้ตัวว่ากำลังมีเนื้องอกมดลูกเติบโตอยู่ และเมื่อเริ่มมีอาการรุนแรงแล้วก็อาจทำให้การรักษาซับซ้อนขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้เนื้องอกมดลูกจะเป็นภัยเงียบที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันมากมาย แต่ในความเป็นจริงแล้วเราสามารถรับมือกับมันได้ตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม ดังนั้น บทความนี้จะพาทุกคนไปเจาะลึกทุกเรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับเนื้องอกในมดลูก ตั้งแต่สัญญาณเตือนเนื้องอกมดลูก อาการที่ไม่ควรมองข้ามมีอะไรบ้าง สาเหตุของเนื้องอกมดลูกเกิดจากอะไร แนวทางการรักษาในปัจจุบัน ไปจนถึงวิธีดูแลตัวเองเพื่อรับมือและป้องกันอย่างถูกวิธี
สุขภาพผู้หญิง เรื่องใกล้ตัว
ดูแลได้ทุกช่วงวัย
บริการตรวจและรักษาอาการเจ็บป่วยทางนรีเวช ตรวจติดเชื้อ คัดกรองมะเร็งปากมดลูก ให้คำปรึกษาเรื่องประจำเดือน ฮอร์โมน และการคุมกำเนิด โดยทีมแพทย์ที่เป็นกันเอง
ดับเบิ้ลยูไลฟ์ คลินิกเฉพาะทางสูตินรีวช เชี่ยวชาญการตรวจและประเมินอาการทางนรเวช กรุงเทพมหานครฯ
เนื้องอกมดลูก คืออะไร?
เนื้องอกมดลูก (Uterine Fibroids หรือ Myoma Uteri) คือ ก้อนเนื้อธรรมดาที่เกิดจากการเจริญเติบโตผิดปกติของเซลล์กล้ามเนื้อเรียบและเนื้อเยื่อเกี่ยวพันบริเวณผนังมดลูก ถือเป็นความผิดปกติทางสูตินรีเวชที่พบได้บ่อยที่สุดในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ มากกว่า 99% เป็นก้อนเนื้อชนิดไม่ร้ายแรงและมีโอกาสน้อยมากที่จะพัฒนาไปเป็นมะเร็งมดลูก ทั้งนี้ ก้อนเนื้องอกอาจมีเพียงก้อนเดียวหรือหลายก้อนพร้อมกัน โดยแต่ละก้อนจะมีขนาด, ตำแหน่ง และการแสดงอาการแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย
เนื้องอกมดลูก มีกี่ชนิด?
ตามหลักการแพทย์สากล (FIGO Classification System) มีการแบ่งประเภทของเนื้องอกมดลูกตามตำแหน่งที่เกิดไว้ดังนี้
1. เนื้องอกชั้นกล้ามเนื้อมดลูก (Intramural Fibroids)
เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด โดยก้อนเนื้อจะเจริญเติบโตอยู่ภายในผนังกล้ามเนื้อมดลูก (ตามระบบ FIGO จัดอยู่ใน Group Type 3 และ Type 4) หากก้อนเนื้อมีขนาดใหญ่ขึ้นก็อาจส่งผลให้มดลูกขยายโตผิดปกติ ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกหน่วงท้องน้อย ประจำเดือนมามากผิดปกติ หรือปวดท้องประจำเดือนรุนแรงขึ้น
2. เนื้องอกยื่นออกนอกมดลูก (Subserosal Fibroids)
เป็นก้อนเนื้อที่เจริญเติบโตและยื่นออกมาทางผิวเยื่อบุชั้นนอกของมดลูก (ตามระบบ FIGO จัดอยู่ใน Group Type 5, Type 6 และ Type 7) มีลักษณะเป็นก้อนนูนหรือมีก้านยื่นออกมา แม้เนื้องอกชนิดนี้จะไม่ส่งผลต่อปริมาณเลือดประจำเดือนมากนัก แต่เมื่อก้อนโตขึ้นมักจะไปกดทับอวัยวะข้างเคียง ทำให้เกิดอาการปัสสาวะบ่อยหรือท้องผูกในระยะยาว
3. เนื้องอกในโพรงมดลูก (Submucosal Fibroids)
เป็นชนิดที่พบได้น้อยที่สุดแต่ส่งผลต่อสุขภาพร่างกายมากที่สุด โดยก้อนเนื้อจะเจริญเติบโตและเข้าไปในโพรงมดลูก (ตามระบบ FIGO จัดอยู่ใน Group Type 0, Type 1 และ Type 2) แม้จะมีขนาดเล็ก แต่ก็สามารถขัดขวางการฝังตัวของตัวอ่อนจนนำไปสู่ภาวะมีบุตรยาก แท้งบุตรบ่อย หรือมีเลือดประจำเดือนมากและนานผิดปกติจนเสี่ยงต่อภาวะโลหิตจาง
หมายเหตุ: ในผู้ป่วยบางรายที่มีก้อนเนื้อขนาดใหญ่มาก แพทย์อาจพบเป็นลักษณะผสม เช่น Type 2-5 ซึ่งหมายถึงก้อนเนื้องอกที่กินพื้นที่ตั้งแต่ในโพรงมดลูกทะลุไปถึงชั้นนอกมดลูก
อาการเนื้องอกในมดลูก มีอะไรบ้าง?
สำหรับสัญญาณเตือนของเนื้องอกมดลูก อาการส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับขนาด ตำแหน่ง และจำนวนของก้อนเนื้อ ส่วนใหญ่อาจไม่แสดงอาการใด ๆ ในระยะแรก แต่เมื่อก้อนเนื้อเริ่มโตขึ้น มักจะแสดงอาการผิดปกติทางร่างกายที่คุณผู้หญิงสังเกตได้เอง ดังนี้
- ประจำเดือนผิดปกติ: มีเลือดประจำเดือนออกมามากเกินไปและมานานเกิน 7 วัน บางรายมีลิ่มเลือดปนออกมาเป็นก้อนใหญ่ หรือมีเลือดออกกะปริบกะปรอยระหว่างรอบเดือน จนนำไปสู่ภาวะโลหิตจางและอ่อนเพลียเรื้อรัง
- ปวดท้องน้อยและปวดประจำเดือน: รู้สึกปวดหน่วง ๆ หรือแน่นบริเวณท้องน้อยตลอดเวลา บางรายอาจปวดประจำเดือนรุนแรงกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด
- อาการจากการถูกกดทับอวัยวะข้างเคียง: หากก้อนเนื้อโตจนไปกดเบียดกระเพาะปัสสาวะ จะทำให้ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะลำบาก และหากไปกดทับลำไส้ใหญ่ก็จะเกิดอาการท้องผูกเรื้อรังหรือรู้สึกเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์
- หน้าท้องขยายใหญ่ขึ้น: เมื่อก้อนเนื้อหรือมดลูกขยายตัวไปจนดันผนังหน้าท้อง ทำให้หน้าท้องขยายใหญ่ขึ้นคล้ายคนตั้งครรภ์ โดยที่น้ำหนักตัวหรือไขมันส่วนอื่นไม่ได้เพิ่มตาม
- ภาวะมีบุตรยากหรือแท้งบุตรบ่อย: ก้อนเนื้องอกจะไปขัดขวางทางเดินของอสุจิ ปิดกั้นท่อนำไข่ หรือกดเบียดโพรงมดลูกจนตัวอ่อนเข้าไปฝังตัวไม่ได้
สาเหตุของเนื้องอกมดลูกเกิดจากอะไร?
แม้ว่าการแพทย์ในปัจจุบันจะยังไม่สามารถระบุสาเหตุได้ 100% ว่าเนื้องอกในมดลูกเกิดจากอะไร แต่จากการศึกษาวิจัยพบว่า การเจริญเติบโตของก้อนเนื้อมีความสัมพันธ์กับปัจจัยต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
1. ความผันผวนของฮอร์โมนเพศหญิง
ฮอร์โมน Estrogen และ Progesterone ที่สร้างจากรังไข่ เป็นปัจจัยหลักที่กระตุ้นให้เยื่อบุมดลูกหนาตัวและทำให้เนื้องอกเจริญเติบโตได้ดีขึ้น สังเกตได้จากช่วงที่ก้อนเนื้องอกขยายใหญ่ขึ้น ส่วนใหญ่มักเป็นช่วงวัยเจริญพันธุ์หรือช่วงตั้งครรภ์ที่ร่างกายผลิตฮอร์โมนมากขึ้น ในทางกลับกัน ก้อนเนื้องอกมักจะหยุดเติบโตหรือค่อย ๆ ฝ่อเล็กลงเมื่อเข้าสู่วัยทองที่ระดับฮอร์โมนเพศเริ่มลดลง
2. ปัจจัยทางพันธุกรรมและความผิดปกติของระดับเซลล์
หากมีการเปลี่ยนแปลงหรือกลายพันธุ์ของยีนบางตำแหน่งในเซลล์กล้ามเนื้อมดลูก ย่อมส่งผลให้เซลล์แบ่งตัวผิดปกติจนกลายเป็นก้อนเนื้อได้เช่นกัน นอกจากนี้ หากพบว่าคนในครอบครัวสายตรง เช่น มารดา พี่สาว หรือน้องสาว มีประวัติเป็นเนื้องอกที่มดลูก คุณผู้หญิงก็อาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดเนื้องอกมดลูกมากกว่าคนทั่วไปด้วย
3. สารกระตุ้นการเจริญเติบโตในร่างกาย
สารที่ร่างกายสร้างขึ้นอย่างสารโปรตีน, โครงสร้างชีวภาพรอบเซลล์ที่เรียกว่า ECM (Extracellular Matrix) รวมถึงสารกระตุ้นการเติบโต (Growth Factors) มีส่วนสำคัญที่ทำให้เซลล์กล้ามเนื้อมดลูกเกาะกลุ่มกันแน่นขึ้นและกระตุ้นให้เนื้อเยื่อเจริญเติบโตผิดปกติจนกลายเป็นก้อนเนื้อ อีกทั้งกระตุ้นการสร้างหลอดเลือดใหม่เพื่อมาเลี้ยงก้อนเนื้องอกให้ขยายขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย
4. ปัจจัยภายนอก
ปัจจัยทางกายภาพและพฤติกรรมการใช้ชีวิต สัมพันธ์กับระดับฮอร์โมนและอักเสบในร่างกาย หากคุณผู้หญิงมีภาวะน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน ร่างกายจะเปลี่ยนไขมันส่วนเกินให้กลายเป็นฮอร์โมนเอสโตรเจนมากขึ้น รวมถึงในกรณีที่คุณผู้หญิงเริ่มมีประจำเดือนครั้งแรกก่อนอายุ 10 ขวบ หรือแม้แต่พฤติกรรมการบริโภคอาหารประเภทเนื้อแดง อาหารแปรรูป หรือดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ ล้วนแต่กระตุ้นให้เกิดเนื้องอกมดลูกได้ง่ายขึ้นด้วย
แนวทางการรักษาเนื้องอกมดลูกในปัจจุบัน มีอะไรบ้าง?
1. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอ
ในกรณีที่เนื้องอกมดลูกขนาดเล็กและไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต สูตินรีแพทย์จะแนะนำให้คนไข้ปรับพฤติกรรมสุขภาพ ทั้งควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ลดการรับประทานเนื้อแดง และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดปัจจัยที่กระตุ้นฮอร์โมน ร่วมกับการนัดตรวจอัลตราซาวนด์ทุก 6-12 เดือน สำหรับคนไข้ในกลุ่มนี้ยังไม่จำเป็นต้องใช้ยาหรือผ่าตัดแต่อย่างใด
2. การรักษาด้วยยารับประทานและยาฉีด
สำหรับเคสที่ปวดท้องน้อยหรือประจำเดือนมามาก แพทย์จะพิจารณาการใช้ยารักษาตามอาการเพื่อลดขนาดก้อนเนื้อ มีทั้งยากลุ่มแก้ปวดบรรเทาอาการ ยาปรับฮอร์โมน ยาคุมกำเนิด หรือห่วงอนามัยคุมกำเนิดชนิดเคลือบฮอร์โมนเพื่อควบคุมปริมาณเลือดประจำเดือน รวมถึงการใช้ยาฉีดกลุ่มปรับระดับฮอร์โมน (GnRH Agonists) เพื่อลดระดับฮอร์โมนเพศชั่วคราว ส่งผลให้เนื้องอกฝ่อเล็กลงก่อนการผ่าตัดหรือรอเข้าสู่ช่วงวัยทอง
3. การทำหัตถการอุดเส้นเลือดเลี้ยงเนื้องอกมดลูก (Uterine Artery Embolization)
หากผู้ป่วยมีเนื้องอกขนาดใหญ่หรือมีอาการปวดรุนแรง แต่ไม่ต้องการผ่าตัดใหญ่หรือไม่ต้องการตั้งครรภ์แล้ว แพทย์อาจพิจารณาการทำ UAE โดยแพทย์จะใช้สายสวนเข้าไปในหลอดเลือดที่เลี้ยงเนื้องอกมดลูก แล้วปล่อยสารอุดหลอดเลือด (Embolic Agents) เพื่ออุดไม่ให้เลือดและสารอาหารเดินทางไปถึงก้อนเนื้อ ส่งผลให้เนื้องอกฝ่อเล็กลง ข้อดีของวิธีนี้คือแผลการรักษามีขนาดเล็กมาก และฟื้นตัวไวกว่าการผ่าตัด
4. การผ่าตัดเอาเฉพาะก้อนเนื้อออก (Myomectomy)
กรณีที่เนื้องอกมีขนาดใหญ่ มีหลายก้อน หรือมีภาวะมีบุตรยาก แต่ผู้ป่วยยังต้องการมีบุตรในอนาคต แพทย์จะพิจารณาการผ่าตัดเอาเฉพาะก้อนเนื้องอกออก ปัจจุบันมีให้เลือกทั้งการผ่าตัดแบบส่องกล้องผ่านทางหน้าท้อง (Laparoscopic Myomectomy), การผ่าตัดผ่านกล้องส่องในโพรงมดลูก (Hysteroscopic Myomectomy), การผ่าตัดผ่านทางช่องคลอด (Vaginal Myomectomy) และการผ่าตัดแบบใช้หุ่นยนต์ช่วย (Robotic-Assisted Myomectomy) ขึ้นอยู่กับขนาด ตำแหน่ง และจำนวนของเนื้องอก ข้อดีของวิธีนี้คือช่วยรักษาโครงสร้างมดลูกและอวัยวะสืบพันธุ์ภายในไว้สภาพสมบูรณ์ ไม่กระทบต่อการทำงานของระบบภายใน คนไข้จึงสามารถตั้งครรภ์ได้ตามปกติ
5. การผ่าตัดมดลูกออกทั้งหมด (Hysterectomy)
เป็นวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในบรรดาการรักษาทั้งหมด เหมาะสำหรับกรณีที่เนื้องอกมีขนาดใหญ่มาก กระจายตัวอยู่หลายจุด มีอาการรุนแรงจนกระทบต่อคุณภาพชีวิต และผู้ป่วยไม่ต้องการมีบุตรอีกแล้ว แพทย์จะพิจารณาการผ่าตัดมดลูกออกทั้งหมดโดยทำผ่านหน้าท้อง ผ่านกล้อง หรือช่องคลอด ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของคนไข้แต่ละราย ข้อดีที่สุดของวิธีนี้คือช่วยแก้ปัญหาได้อย่างเด็ดขาด และจะไม่กลับมาเป็นก้อนเนื้องอกซ้ำอีกตลอดชีวิต
แนะนำวิธีป้องกันและดูแลตัวเองเบื้องต้น
แม้ว่าเนื้องอกมดลูกจะไม่สามารถป้องกันได้ 100% เพราะมีปัจจัยเรื่องพันธุกรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่สิ่งที่คุณผู้หญิงสามารถทำได้ด้วยตัวเอง นั่นก็คือลดการกระตุ้นฮอร์โมนเอสโตรเจนและดูแลสภาวะอักเสบในร่างกาย ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงการเกิดเนื้องอกใหม่หรือชะลอการเติบโตของก้อนเนื้อเดิมได้ สำหรับแนวทางการดูแลตัวเองเบื้องต้นที่เราจะมาแนะนำมีดังนี้
- ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน: เนื่องจากเซลล์ไขมันส่วนเกินสามารถเปลี่ยนเป็นฮอร์โมนเอสโตรเจนได้ คุณผู้หญิงควรดูแลน้ำหนักตัวไม่ให้เกินเกณฑ์เพื่อลดระดับฮอร์โมนที่เข้าไปกระตุ้นเนื้องอกโดยตรง
- ปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร: เน้นทานผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี และอาหารที่มีกากใยสูง รวมถึงลดบริโภคเนื้อแดง อาหารแปรรูป อาหารไขมันสูง และอาหารหวานจัดที่กระตุ้นการอักเสบในร่างกาย
- หลีกเลี่ยงหรืองดดื่มแอลกอฮอล์: การดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำมีผลต่อการทำงานของตับ ทำให้ตับขับฮอร์โมนเอสโตรเจนส่วนเกินออกจากร่างกายได้ไม่ดีพอ ทำให้ระดับฮอร์โมนในร่างกายเพิ่มสูงขึ้น
- ออกกำลังกายเป็นประจำ: การออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ จะช่วยปรับสมดุลฮอร์โมน ลดการอักเสบ และควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
- จัดการความเครียดและพักผ่อนให้เพียงพอ: ความเครียดสะสมและการนอนหลับไม่เพียงพอมีผลโดยตรงต่อระบบไร้ท่อ (Endocrine) ทำให้รังไข่และต่อมหมวกไตผลิตฮอร์โมนแปรปรวนไปจากเดิม
- ตรวจสุขภาพและเข้าพบสูตินรีแพทย์อย่างสม่ำเสมอ: สำหรับคุณผู้หญิงที่มีคนในครอบครัวเป็นเนื้องอกมดลูก เริ่มมีอาการประจำเดือนมามาก หรือปวดท้องน้อยบ่อยกว่าปกติ แนะนำให้เข้ารับการตรวจโรคนรีเวชและตรวจอัลตราซาวนด์เป็นประจำทุกปี หากพบความผิดปกติเมื่อไหร่ จะได้เข้ารับการรักษาทันทีก่อนที่ก้อนเนื้อจะรบกวนการใช้ชีวิตหรือการมีบุตรในอนาคต
สรุปแล้ว เนื้องอกมดลูกไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอย่างที่คิด เพราะยิ่งตรวจพบไว ก็ยิ่งรักษาง่าย หากคุณมีอาการผิดปกติและต้องการตรวจเนื้องอกมดลูกเพื่อความแน่ใจ ที่ W Life Clinic เรามีบริการตรวจส่องกล้องปากมดลูกและตรวจอัลตราซาวนด์อย่างละเอียดโดยสูตินรีแพทย์ เราพร้อมให้คำปรึกษาและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับคุณผู้หญิงทุกท่านอย่างเต็มที่
