ตรวจอัลตราซาวด์ไตรมาส 3 ที่ W-Life Clinic ตลิ่งชัน

ตรวจอัลตราซาวด์ไตรมาส 3 (Third Trimester Ultrasound) ประเมินการเจริญเติบโตและสุขภาวะทารก

เมื่อการตั้งครรภ์ก้าวเข้าสู่ไตรมาสที่ 3 (อายุครรภ์ 28 สัปดาห์เป็นต้นไป) ทารกในครรภ์จะมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด โดยน้ำหนักตัวจะเพิ่มขึ้นจากประมาณ 1,000 กรัม ณ อายุครรภ์ 28 สัปดาห์ ไปจนถึงเฉลี่ย 3,000 กรัมเมื่อครบกำหนดคลอด การเข้ารับการตรวจอัลตราซาวด์ไตรมาส 3 (Third Trimester Surveillance) อย่างต่อเนื่อง จึงเป็นขั้นตอนทางการแพทย์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเฝ้าระวัง ติดตามประสิทธิภาพการทำงานของรก และประเมินความพร้อมของทารกก่อนการคลอด เพื่อให้การตั้งครรภ์ดำเนินไปอย่างปลอดภัยที่สุดทั้งคุณแม่และลูกน้อย

สรุปสาระสำคัญ แพคเกจการตรวจอัลตราซาวด์ไตรมาส 3

  • ช่วงอายุครรภ์ที่แนะนำ: 28 สัปดาห์ขึ้นไป (หรือตามแพทย์นัดหมายจนถึงวันคลอด)
  • วัตถุประสงค์หลัก: เน้นติดตามอัตราการเจริญเติบโต, ประเมินน้ำหนักทารก, ปริมาณน้ำคร่ำ, สภาพของรก สายสะดือ และตรวจสุขภาวะเชิงลึกด้วยวิธี Biophysical Profile (BPP)
  • ระยะเวลาที่ใช้ตรวจ: 10 – 30 นาที (ไม่ต้องงดน้ำและอาหารก่อนตรวจ)
  • อัตราค่าบริการ: 2,500 บาท (ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขในแต่ละช่วงเวลาของทางคลินิก)

อัลตราซาวด์ไตรมาส 3 ตรวจประเมินอะไรบ้าง?

การตรวจอัลตราซาวด์ในช่วงไตรมาสสุดท้าย จะไม่ได้เน้นไปที่การคัดกรองความผิดปกติของโครงสร้างอวัยวะเป็นหลักเหมือนกับการตรวจในไตรมาสที่ 2 (Ultrasound MFM) เนื่องจากขนาดตัวและท่าทางของทารกที่โตขึ้นอาจบดบังการมองเห็น แต่สูตินรีแพทย์จะให้ความสำคัญกับการติดตามการเปลี่ยนแปลงของค่าต่าง ๆ และวิเคราะห์การเจริญเติบโตของทารก ดังนี้

1. การติดตามการเจริญเติบโตแบบเฉพาะบุคคล (Individualized Growth Tracking)

สูตินรีแพทย์จะทำการวัดขนาดสัดส่วนของทารก ประเมินน้ำหนัก คำนวณปริมาณน้ำคร่ำ ตรวจตำแหน่งและการเสื่อมสภาพของรก รวมถึงการไหลเวียนเลือดในสายสะดือ โดยนำค่าที่ได้มาเปรียบเทียบกับผลการอัลตราซาวด์ในครั้งก่อนหน้า เพื่อวิเคราะห์อัตราการเติบโตแบบเฉพาะบุคคล (Individualized Analysis) ช่วยให้ตรวจพบภาวะความผิดปกติได้ทันท่วงที เช่น ภาวะทารกโตช้าในครรภ์ (IUGR) หรือภาวะทารกตัวโตผิดปกติจากเบาหวานขณะตั้งครรภ์

2. การตรวจสุขภาวะทารกในครรภ์ (Biophysical Profile หรือ BPP)

เป็นการตรวจประเมินความสมบูรณ์และระบบประสาทของทารก ณ ขณะทำการตรวจ เพื่อให้มั่นใจว่าทารกไม่ได้อยู่ในภาวะขาดออกซิเจน โดยประเมินจากเกณฑ์สำคัญ 4 ประการ ได้แก่

  • Fetal Breathing Movements: การขยับขยายของทรวงอกเพื่อจำลองการหายใจของทารก
  • Fetal Movements: การเคลื่อนไหวของลำตัว ลำแขน และขา
  • Fetal Tone: ความตึงตัวของกล้ามเนื้อและการกำ-งอข้อต่อ
  • Amniotic Fluid Volume: การวัดปริมาณน้ำคร่ำอย่างละเอียดเพื่อประเมินประสิทธิภาพการทำงานของ placenta

ราคาค่าตรวจอัลตราซาวด์ไตรมาส 3 ที่ W Life Clinic

W Life Clinic ให้บริการตรวจอัลตราซาวด์ประเมินสุขภาวะทารกในครรภ์โดยสูตินรีแพทย์เฉพาะทาง ในราคาที่เข้าถึงได้และไม่มีค่าบริการแฝง

รายการตรวจราคาปกติสิทธิพิเศษสำหรับผู้ฝากครรภ์
ตรวจอัลตราซาวด์ไตรมาส 3 (Third Trimester Surveillance)
รวมค่าแพทย์เฉพาะทางและอุปกรณ์ตรวจ BPP เรียบร้อยแล้ว
2,500 บาท2,000 บาท*

*หมายเหตุ: อัตราพิเศษ 2,000 บาท มอบให้แก่คุณแม่ที่ลงทะเบียนเข้าโปรแกรม ฝากครรภ์ (Antenatal Care) กับทาง W Life Clinic

การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการตรวจอัลตราซาวด์ไตรมาส 3

เพื่อให้การตรวจเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและได้ผลการประเมินที่แม่นยำที่สุด แนะนำให้คุณแม่เตรียมตัวดังนี้

  • สวมใส่เสื้อผ้าที่สบาย: แนะนำให้สวมชุดแบบแยกชิ้น (เสื้อและกางเกง/กระโปรง) เพื่อความสะดวกในการเปิดหน้าท้องตรวจ และลดความอึดอัดเนื่องจากต้องนอนราบในท่าตรวจเป็นเวลา 10-30 นาที
  • รับประทานอาหารและพักผ่อนให้เพียงพอ: ไม่จำเป็นต้องงดน้ำหรืออาหาร การรับประทานอาหารตามปกติจะช่วยให้ทารกได้รับน้ำตาลและมีการเคลื่อนไหว ตอบสนองต่อการตรวจสุขภาวะ (BPP) ได้ดีขึ้น
  • เอกสารที่ต้องนำมา: สำหรับคุณแม่ที่ฝากครรภ์จากโรงพยาบาลหรือคลินิกอื่น แนะนำให้นำสมุดฝากครรภ์ (สมุดสีชมพู) ผลตรวจเลือด และผลตรวจอัลตราซาวด์เดิมมาด้วย เพื่อให้สูตินรีแพทย์นำมาเปรียบเทียบประวัติการเจริญเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

ปรึกษาหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับทางดับเบิ้ลยูไลฟ์คลีนิค
คลินิกเฉพาะทางสูตินรีเวช

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตรวจอัลตราซาวด์ไตรมาส 3

ยังคงจำเป็นต้องสังเกตและนับการดิ้นของลูกอย่างสม่ำเสมอเนื่องจากการตรวจอัลตราซาวด์ไตรมาส 3 จะเน้นการคัดกรองความผิดปกติอันเกิดจากการทำงานของรก (Uteroplacental Perfusion) ณ ช่วงเวลาที่ตรวจเป็นหลัก แต่ความแม่นยำในการทำนายภาวะแทรกซ้อนฉุกเฉินอื่น ๆ เช่น ภาวะสายสะดือพันกันหรือกดทับ (Umbilical Cord Accident) จะไม่สูงมาก การนับลูกดิ้นประจำวันจึงยังคงเป็นสัญญาณเตือนภัยสำคัญที่สุดของคุณแม่

ความถี่ในการตรวจขึ้นอยู่กับสภาวะความเสี่ยงของคุณแม่แต่ละรายครับ หากเป็นการตั้งครรภ์ความเสี่ยงปกติ แพทย์จะนัดตรวจตามรอบฝากครรภ์มาตรฐาน แต่หากตรวจพบความเสี่ยงสูง เช่น ทารกมีภาวะน้ำหนักตกเกณฑ์ โตช้าในครรภ์ หรือคุณแม่มีภาวะครรภ์เป็นพิษหรือเบาหวาน แพทย์อาจนัดติดตามอาการถี่ขึ้นทุก ๆ 2 – 3 สัปดาห์ เพื่อประเมินสุขภาวะอย่างใกล้ชิด และวางแผนการเร่งคลอดหากมีความจำเป็นทางการแพทย์