การตรวจ MFM คืออะไร เหมาะกับใคร มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง

การตั้งครรภ์อาจไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคุณผู้หญิงที่มีปัญหาสุขภาพ มีโรคประจำตัว หรือมีความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ นอกจากจะต้องให้ความสำคัญกับการฝากครรภ์แล้ว ยังจำเป็นต้องเข้ารับการตรวจแบบ MFM หรือเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ด้วย แล้ว MFM คืออะไร? ขั้นตอนการตรวจยุ่งยากไหม? แล้วควรเตรียมตัวอย่างไรก่อนเข้ารับการตรวจ บทความนี้มีคำตอบ
ดูแลคุณแม่และลูกน้อย ด้วยความใส่ใจในทุกช่วงการตั้งครรภ์
ดูแลสุขภาพคุณแม่และพัฒนาการของลูกน้อยอย่างใกล้ชิด ในบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง
ดับเบิ้ลยูไลฟ์ คลินิกเฉพาะทางสูตินรีวช เชี่ยวชาญการตรวจครรภ์และฝากครรภ์ กรุงเทพมหานครฯ
การตรวจ MFM คืออะไร?
MFM ย่อมาจาก Maternal-Fetal Medicine คือ การตรวจประเมินและดูแลสุขภาพครรภ์ โดยเน้นการเฝ้าระวังกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงและวินิจฉัยความผิดปกติทางพันธุกรรมหรือโครงสร้างร่างกายของทารกตั้งแต่ในครรภ์ โดยใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์เฉพาะทางและการทำสแกนรายละเอียดสูง ได้แก่ MFM Ultrasound, การตรวจคัดกรองโครโมโซม (NIPT) หรือการเจาะน้ำคร่ำ เพื่อหาแนวทางป้องกัน ควบคุมความเสี่ยง และวางแผนการรักษาให้เหมาะสมกับคนไข้แต่ละราย
การตรวจ MFM มีอะไรบ้าง?
โดยทั่วไป แพทย์จะแนะนำให้คุณแม่ที่มีภาวะเสี่ยงเข้ารับการตรวจ Ultrasound MFM เป็นหลัก เพื่อประเมินความสมบูรณ์และโครงสร้างของทารกอย่างละเอียดว่าตรงตามพัฒนาการทารกในครรภ์หรือไม่ ส่วนการตรวจคัดกรองโครโมโซมและการเจาะน้ำคร่ำนั้นไม่จำเป็นต้องทำทุกคน ทั้งนี้แพทย์จะพิจารณาตามความเหมาะสมและความเสี่ยงของคุณแม่แต่ละท่าน โดยการตรวจแต่ละรูปแบบมีรายละเอียดดังนี้
1. MFM Ultrasound
MFM Ultrasound คือ การตรวจอัลตราซาวด์สแกนโครงสร้างและอวัยวะภายในของทารกอย่างละเอียด เช่น สมอง หัวใจ 4 ห้อง ช่องท้อง นิ้วมือ-นิ้วเท้า รวมถึงตรวจเช็กการไหลเวียนเลือดของรกและวัดความยาวปากมดลูก เพื่อหาความผิดปกติหรือภาวะเสี่ยงที่การอัลตราซาวด์ปกติอาจมองไม่เห็น แตกต่างจากการอัลตราซาวด์ทั่วไปที่ดูเพียงอายุครรภ์ เพศ หรืออัตราการเต้นของหัวใจเบื้องต้น
2. การตรวจคัดกรองโครโมโซม (NIPT)
การตรวจ NIPT (Non-Invasive Prenatal Testing) คือ การเจาะเลือดของคุณแม่เพื่อตรวจวิเคราะห์ชิ้นส่วน DNA ของทารกที่ปะปนอยู่ เพื่อคัดกรองความผิดปกติทางโครโมโซม เช่น ภาวะดาวน์ซินโดรม (คู่ที่ 21), เอ็ดเวิร์ดซินโดรม (คู่ที่ 18) และพาทัวซินโดรม (คู่ที่ 13) สามารถตรวจได้ตั้งแต่อายุครรภ์ 10 สัปดาห์ขึ้นไป
3. การเจาะน้ำคร่ำ (Amniocentesis)
การเจาะน้ำคร่ำ เป็นการตรวจตรวจยืนยันความผิดปกติทางพันธุกรรมและโครโมโซมของทารก โดยแพทย์จะใช้เข็มขนาดเล็กเจาะผ่านหน้าท้องเพื่อนำน้ำคร่ำไปตรวจในช่วงอายุครรภ์ 16-20 สัปดาห์ เพื่อหาข้อสรุปและวางแผนดูแลครรภ์ต่อ
การตรวจ MFM เหมาะกับใครบ้าง?
- คุณแม่ที่มีภาวะแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์: เช่น ภาวะครรภ์เป็นพิษ ความดันโลหิตสูง เบาหวานขณะตั้งครรภ์ ภาวะรกเกาะต่ำหรือรกติดแน่น
- คุณแม่ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง: เช่น โรคหัวใจ โรคไต โรคไทรอยด์ โรคเบาหวานเดิม หรือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (SLE) ที่ต้องควบคุมยาและติดตามอาการอย่างใกล้ชิด
- คุณแม่ที่ตั้งครรภ์แฝด: เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงต่อการเจริญเติบโตไม่เท่ากัน การถ่ายเทเลือดระหว่างทารก หรือการคลอดก่อนกำหนด
- คุณแม่ที่มีประวัติทางการแพทย์ในอดีต: เคยมีประวัติแท้งบุตรตั้งแต่ 2-3 ครั้งขึ้นไป เคยคลอดก่อนกำหนด หรือเคยตั้งครรภ์ทารกที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรมมาก่อน
- คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป: เนื่องจากเซลล์ไข่ในช่วงวัยนี้เริ่มเสื่อมสภาพ จึงมีโอกาสที่โครโมโซมจะแบ่งตัวผิดพลาด ทารกเสี่ยงต่อภาวะดาวน์ซินโดรมหรือความผิดปกติทางพันธุกรรมมากกว่าคุณแม่ช่วงวัยก่อนหน้า
- สงสัยว่าทารกในครรภ์มีความผิดปกติ: หากแพทย์อัลตราซาวด์แล้วตรวจพบความผิดปกติทางโครงสร้างของทารก หรือทารกเจริญเติบโตช้ากว่าเกณฑ์มาตรฐาน แพทย์จะส่งต่อให้สูตินรีแพทย์ตรวจ MFM เพื่อวินิจฉัยอย่างละเอียดอีกครั้ง
ขั้นตอนการตรวจ MFM ตรวจยังไงบ้าง?
1. ประเมินความเสี่ยงเบื้องต้น
เริ่มแรก แพทย์จะซักประวัติสุขภาพโดยละเอียด ทั้งอายุ ประวัติโรคประจำตัว โรคพันธุกรรมในครอบครัว ประวัติการตั้งครรภ์ เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงของแต่ละท่าน
2. อัลตราซาวด์ตรวจเช็กทารก
หลังจากซักประวัติเรียบร้อยแล้ว แพทย์จะอัลตราซาวด์สแกนดูโครงสร้างเชิงลึกของทารก เพื่อตรวจเช็กอวัยวะสำคัญทุกส่วน การเจริญเติบโต การไหลเวียนเลือดของรก รวมถึงวัดความยาวปากมดลูกเพื่อดูความเสี่ยงเกี่ยวกับการคลอดก่อนกำหนด
3. ตรวจคัดกรองหรือเจาะวินิจฉัยเพิ่มเติม
เมื่อได้ข้อมูลจากการอัลตราซาวด์แล้ว หากพบจุดน่าสงสัยหรือคุณแม่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง แพทย์จะแนะนำการตรวจทางพันธุกรรมต่อทันที อาจเป็นการเจาะเลือดตรวจ NIPT หรือการเจาะน้ำคร่ำตามความเหมาะสม
4. ฟังผลและสรุปแผนการรักษา
แพทย์จะนำผลสแกนและผลแล็บมาอธิบายให้เข้าใจง่าย รวมถึงตอบข้อสงสัยของคุณแม่ เพื่อวางแผนการดูแลครรภ์ นัดติดตามอาการ และกำหนดวันคลอดที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับแม่และลูก
ควรตรวจ MFM กี่สัปดาห์?
โดยทั่วไปแล้วแพทย์จะแนะนำให้ตรวจ MFM ช่วงประมาณ 18-22 สัปดาห์ เนื่องจากเป็นช่วงที่อวัยวะต่าง ๆ ของทารกมีการพัฒนาและมีขนาดใหญ่พอที่จะวินิจฉัยได้จากการทำอัลตราซาวด์ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับระดับความเสี่ยงของคุณผู้หญิงแต่ละท่านด้วย หากเป็นครรภ์เสี่ยงสูง มีโรคประจำตัว หรือพบความผิดปกติระหว่างตั้งครรภ์ แพทย์อาจนัดตรวจติดตามบ่อยขึ้น สำหรับช่วงเวลาที่ควรตรวจ MFM มีดังนี้
- ช่วงไตรมาสแรก (สัปดาห์ที่ 11 – 13 สัปดาห์ 6 วัน): ตรวจยืนยันอายุครรภ์และตำแหน่งการฝังตัว ตรวจวัดความหนาของต้นคอทารกผ่าน NT Scan ร่วมกับการตรวจคัดกรองความผิดปกติทางพันธุกรรมระยะเริ่มต้น เพื่อประเมินความเสี่ยงของคุณแม่ตั้งแต่เนิ่น ๆ
- ช่วงไตรมาสที่สอง (สัปดาห์ที่ 18 – 22): สำรวจโครงสร้างร่างกายและอวัยวะทารกอย่างละเอียดทุกส่วน เช่น สมอง หัวใจ ช่องท้อง มือและเท้า พร้อมทั้งประเมินตำแหน่งรกและวัดความยาวปากมดลูกเพื่อป้องกันการคลอดก่อนกำหนด
- ช่วงไตรมาสที่สาม (สัปดาห์ที่ 28 – 32 เป็นต้นไป): ประเมินอัตราการเจริญเติบโต คำนวณน้ำหนักตัวทารก ตรวจวัดการไหลเวียนของเลือดผ่านรกด้วยดอปเพลอร์ และตรวจปริมาณน้ำคร่ำ เพื่อเตรียมความพร้อมและวางแผนการคลอดให้ปลอดภัยที่สุด
ตรวจ MFM ที่โรงพยาบาลหรือคลินิกดีกว่า?
ที่จริงแล้วคุณผู้หญิงสามารถตรวจได้ทั้งสองที่ ขึ้นอยู่กับความสะดวกเป็นหลัก เพราะในปัจจุบันคลินิกสูตินรีเวชหลายแห่งได้นำเครื่องอัลตราซาวด์เกรดเดียวกับโรงพยาบาลชั้นมาใช้ ดังนั้นประสิทธิภาพในการตรวจประเมินจึงไม่ได้แตกต่างกันเลย
สุดท้ายนี้ หากคุณผู้หญิงท่านไหนสงสัยว่าตนเองเข้าข่ายภาวะครรภ์เสี่ยงหรือไม่ แนะนำให้เข้ารับการตรวจ MFM โดยเร็วที่สุด เพื่อให้แพทย์ประเมินความเสี่ยงและติดตามได้อย่างใกล้ชิด การตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้แพทย์วางแผนการดูแลและรับมือได้อย่างเหมาะสม เพื่อความปลอดภัยตลอดการตั้งครรภ์ทั้งคุณแม่และทารกในครรภ์
ปรึกษาหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับทางดับเบิ้ลยูไลฟ์คลินิกได้แล้ววันนี้
