ห่วงอนามัยมีกี่แบบ คุมกำเนิดได้แค่ไหน แตกต่างจากวิธีอื่นอย่างไร

อาการคนท้อง

ห่วงอนามัย เป็นหนึ่งในวิธีการคุมกำเนิดที่ขึ้นชื่อว่ามีประสิทธิภาพสูง ใกล้เคียงกับการผ่าตัดทำหมันหญิง กว่าการคุมกำเนิดแบบอื่น และยังเป็นวิธีที่ปลอดภัย ไม่ส่งผลกับฮอร์โมนต่าง ๆ ในร่างกาย หากคุณกำลังสนใจวิธีคุมกำเนิดแบบนี้อยู่ แต่ไม่เคยทำมาก่อน ก็อาจจะเกิดคำถามขึ้นมาว่า ทำยังไง ทำแล้วเจ็บไหม ใช้เวลานานแค่ไหน แล้วมันต่างจากวิธีอื่นอย่างไร บทความนี้มีทุกข้อมูลที่คุณอยากรู้มาฝาก

สุขภาพผู้หญิง เรื่องใกล้ตัว
ดูแลได้ทุกช่วงวัย

บริการตรวจและรักษาอาการเจ็บป่วยทางนรีเวช ตรวจติดเชื้อ คัดกรองมะเร็งปากมดลูก ให้คำปรึกษาเรื่องประจำเดือน ฮอร์โมน และการคุมกำเนิด โดยทีมแพทย์ที่เป็นกันเอง

ห่วงอนามัย คืออะไร?

ห่วงอนามัย (Intrauterine device: IUD) หรือห่วงคุมกําเนิด คืออุปกรณ์ชิ้นเล็ก ๆ รูปตัว T ความยาวประมาณ 5 เซนติเมตร เป็นหนึ่งในวิธีที่ใช้ในการคุมกำเนิดระยะยาว โดยสูตินรีแพทย์จะใส่ห่วงเข้าไปในโพรงมดลูก เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ไข่กับอสุจิมาเกิดการปฎิสนธิและการฝังตัวบริเวณโพรงมดลูก วิธีนี้มีประสิทธิภาพสูงโอกาสที่จะพลาดตั้งครรภ์มีเพียง 0.5% เท่านั้น แถมทำครั้งเดียวจบ สามารถป้องกันการคุมกำเนิดได้นานหลายปี เหมาะสำหรับคนที่ไม่สะดวกกินยาคุมทุกวันเพราะกลัวลืม หรือไม่อยากวุ่นวายกับการต้องไปฉีดยาคุมให้ตรงนัดทุก 1 – 3 เดือน

นอกจากนี้ ถ้าคุณผู้หญิงมีโรคประจำตัว เช่น โรคไมเกรน ซึ่งจะมีความเสี่ยงสูงต่อภาวะลิ่มเลือดอุดตัน หรือใช้ฮอร์โมนแล้วเกิดผลข้างเคียง การใช้ห่วงอนามัยถือเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) อีกด้วย

ห่วงอนามัย มีกี่แบบ อะไรบ้าง?

ห่วงอนามัยที่ใช้คุมกำเนิดในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ตามกลไกการทำงานและการปล่อยสารภายในร่างกาย ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ โดยแต่ละประเภทมีรายละเอียดแตกต่างกันดังนี้

1. ห่วงอนามัยแบบหุ้มทองแดง (Copper IUD)

เป็นห่วงอนามัยประเภทไม่มีฮอร์โมน โดยตัวอุปกรณ์จะพันด้วยขดลวดทองแดงขนาดเล็ก ซึ่งจะปล่อยประจุทองแดงออกมาทีละน้อย ๆ เพื่อทำให้สภาพแวดล้อมในมดลูกไม่เหมาะกับการฝังตัวและช่วยป้องกันไม่ให้อสุจิว่ายไปปฏิสนธิกับไข่ จุดเด่นของวิธีนี้คือไม่มีผลข้างเคียงจากฮอร์โมนอย่างอาการคลื่นไส้อาเจียน น้ำหนักขึ้น หรือภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ ประสิทธิภาพสูง และยังมีอายุการใช้งานยาวนานประมาณ 5 – 10 ปี แต่อาจมีผลทำให้ประจำเดือนมามากกว่าปกติหรือปวดท้องประจำเดือนมากขึ้นในช่วง 3 – 6 เดือนแรก

2. ห่วงอนามัยแบบมีฮอร์โมน (Levonorgestrel IUS)

เป็นห่วงอนามัยที่บรรจุฮอร์โมน Levonorgestrel อยู่ ซึ่งจะค่อย ๆ ปล่อยฮอร์โมนออกมาทีละน้อย​ โดยจะทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกบางลงจนไข่ที่ผสมแล้วฝังตัวไม่ได้ และยังทำให้มูกที่ปากมดลูกเหนียวข้นจนอสุจิว่ายผ่านเข้าไปได้ยากกว่าปกติ ข้อดีคือทำให้ประจำเดือนมาน้อยลง โดยพบว่าประมาณ 20% เยื่อบุโพรงมดลูกจะบางตัวลงจนไม่มีเลือดประจำเดือนออกเลยหลังใส่ห่วงไป 1 ปี

วิธีนี้จึงนิยมใช้ในผู้ที่มีปัญหาปวดท้องเมนส์รุนแรง หรือเมนส์มามากผิดปกติ เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ และเนื้องอกมดลูก รวมไปถึงผู้ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกหนา เช่น คนที่ใกล้หมดประจำเดือน หรือผู้ป่วยโรค PCOS ที่ประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ สำหรับอายุการใช้งานของห่วงจะอยู่ที่ 5 ปี โดยเยื่อบุโพรงมดลูกที่บางตัวลงจะค่อย ๆ พัฒนากลับมาจนเป็นปกติหลังจากเอาห่วงออก 1 – 2 เดือน

ห่วงยางอนามัย คุมกําเนิดได้แค่ไหน?

ห่วงอนามัยคุมกำเนิดได้สูงถึง 99% เนื่องจากตัวห่วงจะเข้าไปปรับสภาพแวดล้อมในโพรงมดลูกไม่ให้เอื้อต่อการปฏิสนธิ หากเป็นแบบทองแดงจะปล่อยประจุทองแดงเพื่อทำลายอสุจิและขัดขวางการฝังตัวของไข่ ส่วนแบบฮอร์โมนจะช่วยให้มดลูกหลั่งเมือกหนาขึ้นจนอสุจิวิ่งผ่านเข้าไปไม่ได้ ส่วนโอกาสล้มเหลวจนเกิดการตั้งครรภ์นั้นก็มีเพียง 0.2 – 0.5% เท่านั้น ซึ่งใกล้เคียงกับการทำหมันหญิงเลยทีเดียว

ใส่ห่วงอนามัย ข้อดี ข้อเสียมีอะไรบ้าง?

ก่อนที่คุณจะตัดสินใจใส่ห่วงอนามัย คุณจะต้องชั่งใจให้ดีก่อนว่าวิธีนี้คุ้มค่าและเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคุณจริง ๆ หรือไม่ เพราะบางทีการใส่ห่วงก็อาจมีบางจุดที่ไม่เหมาะกับคุณด้วยเช่นกัน มาดูกันว่าการใส่ห่วงอนามัยข้อเสีย-ข้อดีทั้งหมดที่คุณต้องรู้ก่อนเริ่มตัดสินใจใส่ห่วงมีอะไรบ้าง

1. ข้อดีของห่วงอนามัย

  • มีประสิทธิภาพสูงมาก: เพราะโอกาสล้มเหลวจนเกิดการตั้งครรภ์มีต่ำกว่า 1% ซึ่งปลอดภัยและแม่นยำกว่าการกินยาคุมหรือฉีดยา
  • คุมกำเนิดได้ในระยะยาว: เนื่องจากจัดเป็นการคุมกำเนิดชนิดชั่วคราวที่มีประสิทธิภาพ ใส่แค่ครั้งเดียวก็คุมกำเนิดได้นานประมาณ 5 – 10 ปี โดยทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทห่วงที่เลือกด้วย
  • สะดวกสบายและประหยัดค่าใช้จ่าย: หมดปัญหาลืมกินยาคุมรายเดือนไปได้เลย แถมไม่ต้องคอยพกแผงยา ไม่ต้องไปโรงพยาบาลบ่อย ๆ ด้วย ถึงแม้ค่าใช้จ่ายในการใส่ห่วงเมื่อเทียบกับวิธีทั่วไปอาจจะสูงเล็กน้อย แต่เมื่อเฉลี่ยกับระยะเวลาที่คุมกำเนิดได้แล้วก็ถือว่าคุ้มค่ากว่าการกินยาคุมกำเนิดมาก
  • ไม่มีผลกับการมีลูกในอนาคต: วันไหนคุณพร้อมมีลูกแล้ว ก็ไปปรึกษาแพทย์ให้เอาห่วงออก (ซึ่งเป็นเหมือนการตรวจภายในทั่วไป และใช้เวลาน้อยมาก) ร่างกายก็พร้อมต่อการปฏิสนธิได้เลยภายใน 1 – 2 เดือน โดยไม่ต้องรอฟื้นตัวเหมือนการฉีดยาคุม ซึ่งอาจมีประจำเดือนผิดปกติต่อไปได้อีก 3 – 6 เดือน
  • เป็นทางเลือกสำหรับคนแพ้ฮอร์โมน: หมดห่วงเรื่องฝ้า คลื่นไส้ อาเจียน น้ำหนักตัวเปลี่ยนแปลง และอาการอื่น ๆ ที่พบได้ในยาคุมแบบกินและแบบฉีดไปได้เลย เพราะห่วงแบบหุ้มทองแดงไม่มีส่วนผสมของฮอร์โมน ในขณะที่ห่วงฮอร์โมนก็มีปริมาณฮอร์โมนต่ำกว่ายาฉีดหลายร้อยเท่า

2. ข้อเสียของห่วงอนามัย

  • ไม่ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์: การใส่ห่วงอนามัยป้องกันไม่ให้เกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ไม่ได้ เนื่องจากตัวห่วงจะเข้าไปกั้นไม่ให้อสุจิเข้าไปปฏิสนธิกับไข่เพียงอย่างเดียว ไม่ได้ป้องกันการติดเชื้อที่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ จึงแนะนำให้ใช้ถุงยางอนามัยร่วมด้วย
  • ต้องให้แพทย์ทำเท่านั้น: ห่วงอนามัยเป็นอุปกรณ์ที่ต้องให้แพทย์เป็นผู้ใส่ให้เท่านั้น โดยอาจมีความยากง่ายของเคสแตกต่างกันไป จึงควรปรึกษาสูตินรีแพทย์ที่มีประสบการณ์ เพราะหากไม่สามารถวางห่วงให้ตรงจุดกึ่งกลางโพรงมดลูกแล้ว การคุมกำเนิดอาจไม่เกิดประสิทธิภาพดีเท่าที่ควร หากคุณนำไปทำเองหรือใช้เครื่องมือที่ไม่ได้มาตรฐานก็ยังเสี่ยงต่อการติดเชื้อรุนแรงได้อีกด้วย
  • ผลข้างเคียงเรื่องประจำเดือน: ถึงแม้จะเป็นผลชั่วคราว แต่คุณอาจต้องเตรียมใจกับปริมาณประจำเดือนที่อาจจะมามากและปวดท้องมากกว่าเดิมในช่วงแรก หรือเคสที่ใช้ห่วงฮอร์โมนก็อาจมีเลือดออกกะปริดกะปรอยกวนใจได้ โดยเฉพาะในช่วง 3 – 6 เดือนแรก
  • เสี่ยงต่อการเลื่อนหรือหลุด: มีโอกาสเล็กน้อยที่ห่วงจะขยับหรือเลื่อนหลุดออกมาเอง โดยเฉพาะช่วงเดือนแรก หรือในผู้ที่เคยคลอดบุตรทางช่องคลอดหลายครั้ง จึงแนะนำให้หมั่นเช็คสายห่วงด้วยตนเอง และมาพบแพทย์เพื่อติดตามเช็คตำแหน่งของสายห่วงเป็นระยะ
  • อาจมีอาการหน่วงท้องตอนที่ทำหัตถการ: เป็นอาการที่พบได้ทั่วไป แต่ละคนมีความรุนแรงต่างกัน เกิดจากมดลูกกำลังปรับตัวให้เข้ากับห่วง แต่อาการหลังใส่ห่วงอนามัยนี้จะค่อย ๆ ดีขึ้นและหายไปเองภายใน 2 – 3 วัน โดยแพทย์ที่ใส่ห่วงอาจพิจารณาการใช้ยาชาเฉพาะที่ ร่วมกับการให้ยาลดอาการปวด

การใส่ห่วงอนามัย แตกต่างจากวิธีคุมกำเนิดแบบอื่นอย่างไร?

สำหรับใครที่ยังลังเลว่าจะคุมกำเนิดด้วยการฝังยาคุมกำเนิด ยาเม็ดคุมกำเนิด (รายเดือน) ยาฉีดคุมกำเนิด หรือถุงยางอนามัยชายดีกว่า เราได้ทำตารางเปรียบเทียบกับการคุมกำเนิดรูปแบบอื่น ซึ่งจะช่วยให้คุณเห็นภาพมากขึ้นและมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่มากพอก่อนเข้าพบแพทย์

การใส่ห่วงอนามัย (IUD)

  • ประสิทธิภาพสูงมากกว่า 99%
  • ไม่ต้องกลัวลืม
  • ถ้าใช้ห่วงฮอร์โมนจะช่วยลดอาการปวดหรือประจำเดือนมามากได้
  • ใส่ได้เลยหลังคลอด ไม่มีผลต่อการให้นมบุตร
  • ต้องให้แพทย์ใส่และถอดให้เท่านั้น
  • ห่วงอนามัยชนิดทองแดงอาจทำให้ประจำเดือนมามาก หรือปวดท้องเมนส์ในช่วง 3-6 เดือนแรก
  • ไม่ช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

5 – 10 ปี

การฝังยาคุมกำเนิด

  • ประสิทธิภาพสูงที่สุด (99.9%)
  • ไม่ต้องกังวลว่าจะลืม
  • อาจทำให้มีเลือดออกกะปริดกะปรอย หรือประจำเดือนหายไปเลย (ไม่สามารถคาดเดาได้)
  • ไม่ช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  • บางรายพบว่าอาจมีผลให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น

3 – 5 ปี

ยาเม็ดคุมกำเนิด
(รายเดือน)

  • หาซื้อง่าย
  • ค่าใช้จ่ายต่อครั้งไม่สูงมาก
  • ช่วยรักษาสิว/หนวดเยอะในผู้หญิง ลดอาการปวดท้องประจำเดือนได้
  • หยุดใช้แล้วมีลูกได้ทันที
  • หากลืมกิน หรือกินไม่ตรงเวลา อาจทำให้ประสิทธิภาพคุมกำเนิดลดลง
  • อาจมีผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน น้ำหนักตัวเปลี่ยนแปลง
  • กรณีมีโรคประจำตัว แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงก่อนใช้ยา
  • ไม่ช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

1 เดือน

ยาฉีดคุมกำเนิด

  • ประสิทธิภาพสูง
  • เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่สะดวกกินยาหรือใส่เครื่องมือในร่างกาย
  • ค่าใช้จ่ายใกล้เคียง หรือสูงกว่ายากินเล็กน้อย
  • ต้องไปพบแพทย์เพื่อฉีดยาทุก 1 – 3 เดือน
  • อาจทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติ หรือน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะถ้าใช้แบบทุก 3 เดือน
  • เมื่อหยุดฉีด อาจต้องใช้เวลานานหลายเดือนกว่าประจำเดือนจะกลับมาปกติ
  • ไม่ช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

ทุก 1 – 3 เดือน

ถุงยางอนามัยชาย

  • ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้
  • หาซื้อง่าย ราคาไม่แพง
  • ไม่กระทบกับฮอร์โมนต่าง ๆ ในร่างกาย
  • ประสิทธิภาพต่ำกว่าวิธีอื่นหากใช้ไม่ถูกวิธี หรือมีถุงยางอนามัยแตกรั่ว
  • ไม่มีผลดีจากฮอร์โมนอื่น เช่น การลดสิว ลดอาการปวดท้องประจำเดือน
  • ต้องอาศัยความร่วมมือจากฝ่ายชาย

ใช้ครั้งเดียว

ห่วงอนามัย เหมาะกับใคร?

  • คนที่ไม่ต้องการตั้งครรภ์ในเร็ว ๆ นี้ : สำหรับใครที่ต้องการเว้นช่วงมีลูกยาว ๆ ไปสัก 5-10 ปี แบบไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องการคุมกำเนิดบ่อย ๆ เช่น วัยรุ่นหรือนักศึกษา วิธีนี้ถือว่าตอบโจทย์มากที่สุด
  • คนที่ลืมกินยาคุมบ่อย ๆ : การคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่นจะต้องอาศัยความสม่ำเสมอในการรักษา หากคุณเป็นคนขี้ลืม ไม่ค่อยมีเวลาไปพบแพทย์ ก็อาจทำให้ประสิทธิภาพการคุมกำเนิดลดลงทันที แตกต่างจากการใส่ห่วงคุมกําเนิดที่แค่ใส่ครั้งเดียวก็ช่วยคุมกำเนิดได้อย่างมีประสิทธิภาพยาวนานหลายปี
  • คนที่กินยาคุมแบบฮอร์โมนรวมไม่ได้: การคุมกำเนิดแบบอื่นอาจไม่เหมาะกับคุณแม่ให้นมบุตร หรือคนที่มีข้อห้ามในการใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจน เช่น มีความเสี่ยงลิ่มเลือดอุดตัน ความดันโลหิตสูง แต่การใส่ห่วงคุมกําเนิดแบบทองแดงที่ไม่มีฮอร์โมนนั้นจะไม่ไปรบกวนฮอร์โมนในร่างกายเลย จึงนับเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด
  • คนที่ประจำเดือนมามากและปวดท้องเมนส์: ห่วงอนามัยประเภทปล่อยฮอร์โมนจะช่วยลดปริมาณเลือดประจำเดือน ทำให้เมนส์มาน้อยลง หรือหายไปเลย แถมยังช่วยบรรเทาอาการปวดท้องเมนส์ได้ดีอีกด้วย
  • คนที่ต้องการการคุมกำเนิดที่ยืดหยุ่น: หากหากคุณมีบุตรเพียงพอแล้ว แต่ยังไม่พร้อมทำหมันถาวร เผื่อในอนาคตอาจจะอยากมีลูกก็ได้ การเลือกทำหัตถการคุมกำเนิดด้วยการใส่ห่วงอนามัยเป็นวิธีที่ดีสำหรับคุณ เพราะถ้าวันไหนเปลี่ยนใจขึ้นมาก็แค่ให้แพทย์ถอดห่วงออก ก็กลับมามีลูกได้เลย
  • คนที่ต้องการคุมกำเนิดฉุกเฉิน: ห่วงทองแดงสามารถออกฤทธิ์ป้องกันการฝังตัวของตัวอ่อนได้ทันทีที่ใส่เสร็จ จึงนิยมนำมาใช้ในกรณีที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ได้ป้องกัน เป็นวิธีที่ป้องกันการตั้งครรภ์ได้ดีกว่าการกินยาคุมฉุกเฉิน แต่ต้องมาใส่ห่วงภายใน 3 – 5 วันนับจากวันที่มีเพศสัมพันธ์ แต่แนะนำให้ปรึกษาคุณหมอถึงประสิทธิภาพก่อนตัดสินใจใส่ห่วง

ใส่ห่วงอนามัยเจ็บไหม?

การใส่ห่วงอนามัยจะเจ็บแค่ช่วงสั้น ๆ ตอนสอดห่วงเข้าไปในโพรงมดลูก คุณอาจรู้สึกปวดหน่วง ๆ คล้ายตอนเป็นประจำเดือนหลังจากใส่เสร็จแล้วอาจรู้สึกมวนท้องหรือมีอาการปวดหน่วงท้องน้อยหลงเหลืออยู่บ้าง แต่เมื่อทานยาลดอาการปวดท้องร่วมด้วย อาการจะดีขึ้นมาก และมักหายเป็นปกติภายใน 1 – 2 วัน

วิธีใส่ห่วงอนามัยมีกี่ขั้นตอน อะไรบ้าง?

สำหรับใครที่ไม่เคยไปใส่ห่วงอนามัยครั้งแรก ก็อาจกังวลว่าใช้เวลานานไหม โดยทั่วไปแล้วจะใช้เวลาประมาณ 10 – 15 นาทีเท่านั้น ซึ่งขั้นตอนการใส่ห่วงอนามัยมีดังนี้

  • ตรวจเช็กความพร้อม: ก่อนจะใส่ห่วง สูตินรีแพทย์จะตรวจอุ้งเชิงกรานโดยการอัลตราซาวนด์ เพื่อประเมินขนาดและตำแหน่งของมดลูกว่ามีลักษณะผิดปกติ หรือมีเนื้องอกที่ส่งผลต่อการใส่ห่วงหรือไม่ จากนั้นก็จะตรวจภายในเช็กก่อนว่ามีตกขาวหรือสัญญาณของการติดเชื้อที่ช่องคลอดไหม หากตรวจพบการติดเชื้อก็ให้ยาและเลื่อนการใส่ห่วงออกไปก่อน แต่ถ้าไม่มีอะไรก็จะเข้าสู่ขั้นตอนต่อไปทันที
  • สอดอุปกรณ์เปิดปากมดลูก: แพทย์จะใช้เครื่องมือปากเป็ด Speculum เพื่อหาปากมดลูกสำหรับใส่ห่วงเข้าไป จากนั้นจะใช้น้ำยาฆ่าเชื้อทำความสะอาดปากมดลูก
  • ฉีดยาชาบริเวณปากมดลูก: แพทย์จะใช้เข็มฉีดยาชาขนาดเล็กยาวพิเศษ ฉีดยาชาบริเวณปากมดลูก เพื่อลดอาการปวดหน่วงระหว่างทำหัตถการ จากนั้นจะใช้เครื่องมือจัดให้โพรงมดลูกอยู่ในแนวตรง เพื่อให้สามารถใส่ห่วงเข้าไปได้ง่ายที่สุด
  • วัดความลึกของโพรงมดลูก: แพทย์จะใช้เครื่องมือขนาดเล็กกว่าหลอดกาแฟสอดเข้าไปวัดขนาดความลึกของมดลูก เพื่อกำหนดตำแหน่งการวางห่วงอนามัยอย่างแม่นยำ
  • ใส่ห่วงอนามัยเข้าไป: แพทย์จะหุบแขนของห่วงอนามัยให้เป็นแท่งเรียวเล็ก แล้วสอดผ่านปากมดลูกเข้าไปในตำแหน่งที่ต้องการ เมื่อถึงจุดกึ่งกลางมดลูกแล้ว แพทย์จะปล่อยให้ห่วงกางตัวออกเป็นรูปตัว T แล้วล็อกตำแหน่งไว้ในมดลูก
  • ตรวจเช็กความเรียบร้อย: แพทย์จะตัดปลายสายไนลอนของห่วงให้ยาวออกมาจากปากมดลูกเล็กน้อย จากนั้นจะทำอัลตราซาวด์เพื่อตรวจสอบตำแหน่งของห่วงอีกครั้ง เป็นอันเสร็จเรียบร้อย
  • ตรวจนัดติดตาม: ห่วงอนามัยที่หลุด โดยมากมักจะเลื่อนหลุดหลังจากใส่ใน 1 เดือนแรก คุณหมอจะนัดติดตามเพื่อเช็คตำแหน่งของห่วงอย่างน้อย 1 ครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าห่วงที่ใส่เข้าไปอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม โดยจะไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการตรวจเช็คสายห่วงครั้งนี้

จะเห็นว่าที่ W-Life เรามีขั้นตอนการใส่ห่วงอย่างละเอียด เพื่อให้แน่ใจว่าทุกเคสจะสามารถใส่ห่วงคุมกําเนิดได้อย่างราบรื่น ไม่เจ็บปวด และได้ผลการคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

เตรียมตัวอย่างไรก่อนไปใส่ห่วงอนามัย

การเตรียมตัวให้พร้อมก่อนเข้าพบแพทย์นั้น นอกจากจะช่วยลดความกังวลแล้ว ยังช่วยให้ขั้นตอนต่าง ๆ ราบรื่น และที่สำคัญยังช่วยลดอาการเจ็บได้อีกด้วย สำหรับวิธีเตรียมตัวที่เราจะแนะนำมีดังนี้

  • เลือกไปในช่วงวันท้าย ๆ ของประจำเดือน: ช่วงเวลาที่ดีที่สุดอยู่ที่ 1 – 7 วันแรกของการมีประจำเดือน เนื่องจากปากมดลูกจะขยายเปิดกว้างตามธรรมชาติ ช่วงให้แพทย์สอดห่วงเข้าไปได้ง่าย เจ็บน้อยลง และยังการันตีด้วยว่าคุณไม่ได้กำลังท้องอยู่ โดยทั่วไป การใส่ห่วงในวันที่ยังมีเลือดประจำเดือนอยู่บ้าง ไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื้อแต่อย่างใด จึงไม่ต้องกังวลในเรื่องนี้
  • ทานยาแก้ปวดดักไว้ล่วงหน้า: แนะนำให้ทานยาพาราเซตามอล หรือพอนสแตน ก่อนถึงเวลานัดประมาณ 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง เพื่อบรรเทาอาการปวดหน่วงท้องน้อยตอนที่แพทย์กำลังใส่ห่วง แต่ถ้าคุณผู้หญิงไม่ได้ทานยาเข้ามาก่อน ทางคลินิกจะมียาแก้ปวดให้ทานประมาณ 10 – 15 นาทีก่อนทำหัตถการ
  • งดมีเพศสัมพันธ์ก่อนวันนัด: งดร่วมเพศอย่างน้อย 1 – 2 วันก่อนไปโรงพยาบาล เพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อหรือการอักเสบในช่องคลอด ซึ่งเป็นเหตุให้แพทย์ต้องเลื่อนกำหนดการใส่ห่วงออกไปก่อน
  • พกผ้าอนามัยติดกระเป๋าไปด้วย: หลังจากใส่เสร็จ อาจมีเลือดออกเล็กน้อย แนะนำให้เตรียมผ้าอนามัยไปด้วยเพื่อป้องกันการเปื้อน และใส่ผ้าอนามัยหลังจากใส่ห่วงเสร็จไปอีก 1 – 2 วัน
  • ทำความสะอาดภายนอกก็พอ: ในวันที่ไปพบแพทย์ให้ใช้น้ำเปล่าทำความสะอาดจุดซ่อนเร้น โดยไม่จำเป็นต้องสวนล้างช่องคลอดหรือใช้ยาสอดใด ๆ เพราะอาจจะยิ่งทำให้เชื้อแบคทีเรียเพิ่มขึ้น

ใส่ห่วงอนามัย มีภาวะแทรกซ้อนไหม?

จริงอยู่ที่การใส่ห่วงอนามัยจะมีประสิทธิภาพสูงและไม่เกิดผลข้างเคียงเรื่องฮอร์โมนเหมือนการคุมกำเนิดแบบอื่นๆ แต่ถ้าหากเราเลือกสถานพยาบาลที่ไม่ได้มาตรฐาน ก็อาจมีภาวะแทรกซ้อนตามมาได้เช่นกัน สำหรับภาวะแทรกซ้อนที่คุณควรเฝ้าระวังมีดังนี้

  • ติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน: ภาวะดังกล่าวเกิดจากการใช้อุปกรณ์ที่ไม่สะอาดหรือแพทย์ไม่ได้เคลียร์เชื้อในช่องคลอดก่อนใส่ห่วง ทำให้เชื้อโรคหลุดรอดเข้าไปในมดลูกอยู่เดิม เมื่อใส่ห่วงเข้าไปการติดเชื้อก็จะรุนแรงมากขึ้น จึงจำเป็นต้องประเมินให้ดีก่อนใส่ห่วง
  • ห่วงอนามัยหลุดหรือเลื่อนไปจากตำแหน่งเดิม: หากผู้ใส่ห่วงขาดประสบการณ์ หรือเคสที่โพรงมดลูกมีความคดเคี้ยวหรือลึกผิดปกติ ห่วงอนามัยอาจไม่อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมทำให้ประสิทธิภาพการคุมกำเนิดลดลงได้ แต่การตรวจประเมิน และยืนยันตำแหน่งของห่วงอย่างแม่นยำด้วยอัลตราซาวนด์ จะช่วยลดความเสี่ยงของปัญหาเหล่านี้ได้
  • มดลูกทะลุ: แม้ว่าโอกาสเกิดจะต่ำมาก แต่ก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะเคสที่ใส่ยาก เพราะคุณหมออาจจะต้องออกแรงในการใส่มากกว่าคนทั่วไป อาจทำให้มดลูกทะลุ และห่วงเลื่อนหลุดออกนอกโพรงมดลูก ทำให้เกิดอาการอักเสบติดเชื้อตามมา บางรายอาจเกิดการตั้งครรภ์ผิดปกติ เช่น ตั้งครรภ์นอกมดลูก แม้ว่าห่วงอนามัยจะป้องกันการตั้งครรภ์ได้ถึง 99% แต่หากเกิดโอกาสเป็น 1% ที่ตั้งครรภ์ขึ้นมา ก็จะมีโอกาสสูงที่ตัวอ่อนจะไปฝังตัวนอกมดลูก ซึ่งมักเกิดจากห่วงเลื่อนตำแหน่งโดยที่เราไม่รู้ตัว

ใส่ห่วงอนามัย ราคาเท่าไหร่

สำหรับแพคเกจใส่ห่วงคุมกำเนิดจากทาง Wlife จะแบ่งเป็น 2 ราคาขึ้นกับชนิดของห่วงที่ต้องการใส่ หากเป็นห่วงคุมกำเนิดชนิดห่วงทองแดงราคาจะอยู่ที่ 3,990 บาท ส่วนห่วงคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนจะอยู่ที่ 10,500 บาท ทั้งสองราคานี้รวมค่าแพทย์ ยาแก้ปวด และค่าตรวจอัลตราซาวด์มดลูก และรังไข่ก่อนใส่ด้วย

สุดท้ายแล้ว หากคุณรู้สึกว่าห่วงอนามัยคือคำตอบที่ใช่สำหรับคุณ แนะนำให้สอบถามข้อมูลหรือเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์เฉพาะทางในสถานพยาบาลที่น่าเชื่อถือก่อนที่จะตัดสินใจใช้บริการคุมกำเนิดระยะยาว ทั้งนี้ก็เพื่อให้การใส่ห่วงมีประสิทธิภาพและปลอดภัยต่อสุขภาพของคุณในระยะยาว