เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) อาการ สาเหตุ และวิธีรักษา

เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่

คุณผู้หญิงหลายคนมองว่า การทานยาแก้ปวดทุกครั้งที่มีอาการปวดท้องประจำเดือนรุนแรงนั้นเป็นเรื่องปกติ แต่ที่จริงแล้วนี่คือสัญญาณเตือนของโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ซึ่งเกิดจากเลือดประจำเดือนไหลย้อนกลับผ่านท่อนำไข่เข้าไปในอุ้งเชิงกราน แทนที่จะขับออกทางช่องคลอดตามปกติ จนพาเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกไปฝังตัวและเจริญเติบโตอยู่ผิดตำแหน่ง เช่น ที่รังไข่ ผนังอุ้งเชิงกราน จนเกิดการอักเสบ พังผืด หรือช็อกโกแลตซีสต์ตามมา

หากปล่อยทิ้งไว้ไม่รีบรักษา นอกจากจะทำให้ปวดเรื้อรังทุกเดือนแล้ว ยังเสี่ยงต่อภาวะมีบุตรยากในอนาคตอีกด้วย ดังนั้น เราจะขอพาคุณผู้หญิงทุกท่านมาทำความรู้จักกับภาวะดังกล่าวให้มากขึ้น พร้อมแนะนำวิธีรับมือและป้องกัน เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว

ดูแลคุณแม่และลูกน้อย ด้วยความใส่ใจในทุกช่วงการตั้งครรภ์

ดูแลสุขภาพคุณแม่และพัฒนาการของลูกน้อยอย่างใกล้ชิด ในบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง

เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ คืออะไร?

เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ คือ ภาวะการอักเสบเรื้อรังในระบบสืบพันธุ์ที่เกิดจากเซลล์เยื่อบุมดลูกตอบสนองต่อฮอร์โมนเพศอยู่นอกพื้นที่ตามธรรมชาติ โดยเซลล์ที่หลุดเข้าไปเกาะตามรังไข่ ท่อนำไข่ หรืออุ้งเชิงกราน จะยังคงหนาตัวและมีเลือดออกตามรอบประจำเดือนเหมือนมดลูกปกติ แต่เมื่อมีเลือดขังอยู่ภายในโดยไม่มีทางขับออก ร่างกายจึงกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้เกิดการอักเสบและก่อตัวเป็นพังผืดดึงรั้ง จนกลายเป็นถุงน้ำช็อกโกแลตซีสต์

หลายคนอาจกังวลว่า ช็อกโกแลตซีสต์ อันตรายไหม ความอันตรายไม่ได้อยู่ที่การเป็นเนื้องอก แต่คือการอักเสบเรื้อรังที่อาจส่งผลให้ถุงน้ำเสี่ยงต่อการรั่วหรือแตก รวมถึงพังผืดที่ยึดรั้งอวัยวะจนนำไปสู่ภาวะมีบุตรยากและอาการปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรัง

สาเหตุเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ มีอะไรบ้าง?

แม้ว่าวงการแพทย์ในปัจจุบันจะยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่า ภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ สาเหตุเกิดจากอะไร แต่จากการศึกษาและวิจัยพบว่าอาจเกี่ยวข้องกับปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้

  • ภาวะประจำเดือนไหลย้อนกลับ (Retrograde Menstruation): เป็นภาวะที่เลือดประจำเดือนบางส่วนไหลย้อนผ่านท่อนำไข่เข้าไปในอุ้งเชิงกราน แล้วนำเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกไปฝังตัวจนเจริญเติบโตตามอวัยวะต่าง ๆ
  • ความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน (Immune System Dysfunction): โดยปกติแล้ว เม็ดเลือดขาวจะคอยตรวจจับและกำจัดเซลล์ที่หลุดไปอยู่ผิดที่ทิ้ง แต่ในผู้ป่วยโรคนี้ ระบบภูมิคุ้มกันทำงานบกพร่องจนมองไม่เห็นเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกที่หลุดออกมา จึงไม่สามารถเข้าไปทำลายได้ ปล่อยให้เซลล์เหล่านั้นเติบโตและเกิดการอักเสบในอุ้งเชิงกรานต่อไป
  • ปัจจัยทางพันธุกรรม (Genetic Factors): หากพบว่าบุคคลในครอบครัวที่เป็นเพศหญิงมีประวัติเป็นโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ อาจมีความเสี่ยงในการเกิดโรคสูงกว่าคนทั่วไป
  • การเปลี่ยนแปลงของเซลล์ (Cell Metaplasia): เมื่อฮอร์โมนเพศหญิงเข้าไปกระตุ้นให้เซลล์บริเวณผนังอุ้งเชิงกรานเกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้เซลล์ผนังช่องท้องธรรมดากลายเป็นเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกที่เจริญเติบโตและมีเลือดออกตามรอบเดือนได้เอง
  • การกระจายตัวผ่านหลอดเลือดและท่อน้ำเหลือง (Vascular and Lymphatic Dissemination): โดยปกติแล้ว กระแสเลือดและระบบน้ำเหลืองจะทำหน้าที่หมุนเวียนและลำเลียงสารอาหาร รวมถึงเซลล์ต่างๆ ไปทั่วร่างกาย แต่เมื่อเกิดความผิดปกติ เซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกอาจหลุดเข้าสู่ท่อลำเลียงเหล่านี้และถูกพัดพาไปฝังตัวตามอวัยวะนอกอุ้งเชิงกราน
  • การติดค้างบริเวณแผลผ่าตัด: ระหว่างการทำหัตถการทางสูตินรีเวช เช่น การผ่าตัดคลอดบุตร หรือการผ่าตัดมดลูก อาจทำให้เนื้อเยื่อบุโพรงมดลูกติดมากับเครื่องมือแพทย์และตกค้างอยู่บริเวณรอยแผลผ่าตัดหน้าท้อง เมื่อเวลาผ่านไป เซลล์เหล่านี้จะโตขึ้นและทำให้เกิดอาการปวดบริเวณแผลผ่าตัดทุกครั้งที่มีประจำเดือน

อาการของเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ที่คุณไม่ควรมองข้าม

เมื่อประจำเดือนผิดปกติ คุณผู้หญิงส่วนใหญ่อาจคิดว่าเป็นเพียงอาการประจำเดือนมามากจากภาวะผนังมดลูกหนา แต่ที่จริงแล้ว โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่มีจุดกำเนิดของโรคและความรุนแรงที่แตกต่างกัน ด้วยเหตุนี้เราจึงขอพาคุณผู้หญิงมาเช็กสัญญาณเตือนและอาการเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ให้แน่ชัด เพื่อให้คุณแยกแยะความผิดปกติได้ถูกต้องและหาทางรับมือที่ถูกต้อง สำหรับอาการที่พบบ่อยมีดังนี้

  • ปวดท้องประจำเดือนรุนแรง (Dysmenorrhea): เป็นอาการที่ชัดเจนที่สุดของโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ อาการปวดมักเป็นแบบปวดบิดทรมานบริเวณท้องน้อยและทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกรอบเดือน ซึ่งเกิดจากเลือดเสียขังอักเสบอยู่ภายในอุ้งเชิงกราน สิ่งที่แตกต่างจากอาการปวดที่เกิดจากประจำเดือนมาผิดปกติ คือ การอักเสบเรื้อรังและพังผืดดึงรั้งอวัยวะภายในที่เกิดขึ้น จนยาแก้ปวดเริ่มเอาไม่อยู่และมักปวดต่อเนื่องยาวนานกว่า
  • ปวดลึก ๆ ช่วงระหว่างหรือหลังมีเพศสัมพันธ์ (Dyspareunia): อาการนี้เป็นสัญญาณเฉพาะของโรค โดยเกิดจากแรงกระทบไปดึงรั้งพังผืดหรือรอยโรคที่ฝังตัวอยู่บริเวณผนังช่องท้องด้านหลังมดลูกโดยตรง ทำให้รู้สึกปวดหน่วงและเจ็บลึกเข้าไปในอุ้งเชิงกราน
  • ปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรัง (Chronic Pelvic Pain): ผู้หญิงที่มีภาวะประจำเดือนมาผิดปกติส่วนใหญ่ มักมีอาการปวดหน่วงท้องน้อยหรือปวดหลังเฉพาะในช่วงที่มีเลือดออกตามรอบเดือน แต่โรคนี้มีความรุนแรงและเรื้อรังกว่าตรงที่มีอาการปวดตึง ปวดหน่วงร้าวลงหลังหรือท้องน้อยตลอดทั้งเดือน แม้จะไม่ได้อยู่ในช่วงที่มีประจำเดือนก็ตาม ซึ่งเป็นผลมาจากพังผืดจากการอักเสบที่คอยดึงรั้งอวัยวะภายในไว้ตลอดเวลา
  • ระบบขับถ่ายผิดปกติช่วงมีประจำเดือน: ในช่วงที่ประจำเดือนมาผิดปกติ ผู้หญิงบางคนอาจมีอาการท้องเสียหรือถ่ายบ่อยจากฮอร์โมน แต่โรคนี้รุนแรงกว่าตรงที่จะปวดเกร็ง เบ่งลำบากขณะถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะ และอาจมีเลือดปนออกมา เนื่องจากรอยโรคฝังตัวลึกเข้าไปในผนังลำไส้ใหญ่หรือกระเพาะปัสสาวะ
  • เผชิญภาวะมีบุตรยาก (Infertility): ปัญหานี้ถือเป็นอาการเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ที่ชัดเจนที่สุด หลายครั้งที่คุณผู้หญิงที่วางแผนมีบุตรและพยายามตั้งครรภ์เองตามธรรมชาติแล้วแต่ไม่สำเร็จมาเป็นปีแล้ว เพราะพังผืดเข้าไปดึงรั้งท่อนำไข่จนอุดตัน คดงอ และสารอักเสบในอุ้งเชิงกราน ทำให้ตัวอ่อนฝังตัวยาก

วิธีตรวจวินิจฉัยและการยืนยันโรค

สำหรับคุณผู้หญิงท่านใดที่มีอาการเข้าข่ายภาวะเนื้อเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่ เช่น ปวดท้องประจำเดือนรุนแรง หรือมีอาการเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด แต่ยังไม่แน่ใจว่าใช่หรือไม่ ปัจจุบันทางการแพทย์สามารถตรวจวินิจฉัยและยืนยันโรคได้ด้วยวิธีต่าง ๆ ดังนี้

  • การซักประวัติอย่างละเอียด: แพทย์จะประเมินลักษณะอาการปวด ระดับความรุนแรง จังหวะการเกิดปวดว่าสัมพันธ์กับรอบเดือนหรือไม่ รวมถึงประวัติสุขภาพระบบสืบพันธุ์ การมีบุตร และคัดกรองภาวะอื่น ๆ เช่น ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS) เพื่อประเมินความเสี่ยงเบื้องต้น
  • การตรวจภายใน: เป็นการคลำตรวจผ่านช่องคลอดและหน้าท้องเพื่อหาจุดกดเจ็บ ถุงน้ำ หรือพังผืดในอุ้งเชิงกราน ทั้งยังช่วยแยกความแตกต่างจากโรคเนื้องอกมดลูกที่ทำให้ปวดท้องหรือมีก้อนเนื้อในลักษณะคล้ายกัน
  • การตรวจอัลตราซาวด์: แพทย์จะตรวจผ่านทางหน้าท้องหรือทางช่องคลอดเพื่อดูโครงสร้างอวัยวะภายใน การทำอัลตร้าซาวด์ช็อกโกแลตซีสจะช่วยให้แพทย์สามารถตรวจพบถุงน้ำบริเวณรังไข่ ประเมินขนาด ก้อนพังผืด และความหนาตัวของเยื่อบุได้อย่างแม่นยำ
  • การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI): มักใช้ในกรณีที่โรคมีความซับซ้อน ช่วยประเมินภาวะผนังมดลูกหนาผิดปกติ หรือเมื่อสงสัยว่ามีพังผืดและรอยโรคแทรกซึมลึกเข้าไปยังอวัยวะข้างเคียง เช่น ลำไส้ใหญ่ หรือกระเพาะปัสสาวะ
  • การผ่าตัดส่องกล้องเพื่อวินิจฉัย (Diagnostic Laparoscopy): เป็นวิธีตรวจวินิจฉัยและการยืนยันโรคเนื้อเยื่อโพรงมดลูกเจริญผิดที่ที่แม่นยำที่สุด โดยแพทย์จะส่องกล้องขนาดเล็กเข้าไปดูรอยโรคและพังผืดในอุ้งเชิงกรานโดยตรง พร้อมทั้งสะกิดตัดชิ้นเนื้อไปส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันผล

แนวทางการรักษาโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่

เป้าหมายหลักในการรักษาโรคเนื้อเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ คือ การบรรเทาอาการปวด การอักเสบ ยับยั้งไม่ให้รอยโรคเจริญเติบโต และดูแลเรื่องการตั้งครรภ์ โดยแพทย์จะวางแผนการรักษาให้เหมาะสมกับความรุนแรงของโรคและความต้องการของคนไข้แต่ละราย สำหรับแนวทางการรักษาดังนี้

  • การใช้ยาและการปรับระดับฮอร์โมน: การบรรเทาอาการปวดด้วยยาต้านการอักเสบ ร่วมกับการใช้ยารักษาเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ในกลุ่มยาฮอร์โมน เช่น ยาคุมกำเนิด ยาฉีดกดฮอร์โมน หรือห่วงอนามัยหลั่งฮอร์โมน เพื่อยับยั้งการตกไข่ ลดการอักเสบ และทำให้รอยโรคเจริญผิดที่ฝ่อตัวลง
  • การผ่าตัดส่องกล้อง (Therapeutic Laparoscopy): เป็นวิธีการรักษาสำหรับผู้ที่มีอาการปวดรุนแรง ยาฮอร์โมนไม่ได้ผล หรือมีภาวะมีบุตรยาก โดยแพทย์จะผ่าตัดเลาะถุงน้ำช็อกโกแลตซีสต์ ทำลายรอยโรค และเลาะพังผืดที่ดึงรั้งอวัยวะออก เพื่อฟื้นฟูอุ้งเชิงกรานให้กลับมาทำงานปกติ
  • การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม: นอกจากการรักษาด้วยวิธีทางการแพทย์แล้ว แพทย์ยังคงแนะนำให้คนไข้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมควบคู่กันไปด้วย เพื่อลดระดับการอักเสบในร่างกายและป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำในระยะยาว โดยเริ่มจากการออกกำลังกายเบา ๆ เป็นประจำ เช่น การเดินเร็ว เล่นโยคะ การเลือกรับประทานอาหารที่มีสารต้านการอักเสบ อย่างผักใบเขียว ปลาที่มีโอเมก้า-3 ถั่ว ผลไม้สด รวมถึงหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นความเครียด ไม่ว่าจะเป็นการอดนอน โหมงานหนักเกินไป และการดื่มกาแฟหรือแอลกอฮอล์ในปริมาณมากเกินไปเป็นประจำ

การดูแลตัวเองสำหรับผู้ป่วยโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือผ่านการรักษามาแล้ว

โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่เป็นภาวะอักเสบเรื้อรังที่มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ การดูแลตนเองอย่างถูกต้องควบคู่ไปกับการติดตามผลกับแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยควบคุมโรคและฟื้นฟูคุณภาพชีวิตในระยะยาว โดยแนวทางการดูแลตัวเองสำหรับผู้ป่วยและผู้ที่ผ่านการรักษาแล้ว มีดังนี้

  • ปฏิบัติตามแผนการรักษาของแพทย์อย่างเคร่งครัด: รับประทานยาหรือใช้ยาฮอร์โมนตามที่แพทย์สั่งอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดยาเองแม้อาการจะดีขึ้นแล้ว ที่สำคัญควรเข้าพบแพทย์ตามนัดเพื่อประเมินการฟื้นตัวและเฝ้าระวังการกลับมาเป็นซ้ำ
  • เลือกรับประทานอาหารลดการอักเสบ: เน้นรับประทานผักใบเขียว อาหารที่มีกรดไขมันโอเมก้า-3 สูง เช่น ปลาทะเล ถั่ว และผลไม้สด รวมถึงลดการบริโภคเนื้อสัตว์ติดมัน อาหารแปรรูป อาหารหวานจัด และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • บริหารจัดการความเครียดและการพักผ่อน: ความเครียดสะสมและการนอนหลับไม่เพียงพอเป็นปัจจัยเร่งการอักเสบในร่างกายที่ส่งผลกระทบต่อระดับฮอร์โมนโดยตรง จึงควรรักษาสุขอนามัยการนอนหลับและทำกิจกรรมผ่อนคลายความเครียดเป็นประจำ
  • หมั่นสังเกตสัญญาณเตือนของร่างกาย: สำหรับผู้ที่เคยเป็นโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ปวดหลัง ปวดอุ้งเชิงกราน หรือปวดประจำเดือนทวีความรุนแรงขึ้นกว่าปกติ เป็นอาการที่ชัดเจนและสังเกตได้ง่ายที่สุด หากพบว่ามีอาการใดก็ตามให้รีบพบแพทย์ทันที แม้ว่าจะใกล้ถึงเวลานัดหมายก็ตาม

สุดท้ายนี้ โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ไม่ใช่แค่เรื่องปวดท้องประจำเดือนทั่วไป แต่เป็นภาวะเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อทั้งคุณภาพชีวิตและโอกาสในการมีบุตร ดังนั้น คุณผู้หญิงจึงควรหมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกายและเข้ารับการตรวจวินิจฉัยตั้งแต่ระยะแรก แม้จะพบความผิดปกติเพียงเล็กน้อยก็ตาม เพื่อให้แพทย์วางแผนการรักษาได้อย่างตรงจุดและป้องกันภาวะแทรกซ้อนในอนาคต หากคุณผู้หญิงท่านใดมีอาการผิดปกติดังที่กล่าวไปเบื้องต้น หรือกำลังวางแผนมีบุตร สามารถนัดหมายเข้ามาปรึกษาและเข้ารับการตรวจได้ที่คลินิกสูตินรีเวช W Life Clinic ได้เลย