ทารกตัวเล็ก อันตรายไหม เกิดจากอะไร รับมือยังไงให้ลูกน้อยแข็งแรง

ทารกตัวเล็ก

หลังจากที่คุณแม่เข้ารับบริการฝากครรภ์แล้วเห็นผลอัลตราซาวด์ว่าทารกตัวเล็กกว่าเกณฑ์ (Small for gestational age: SGA) คุณแม่หลายคนอาจกังวลว่าลูกเราจะผิดปกติไหม ในความเป็นจริงแล้วอาจไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป เพราะเจ้าตัวเล็กอาจแค่ “ตัวเล็กตามธรรมชาติ” (Constitutional Small)

แต่ในอีกแง่หนึ่ง ลูกน้อยอาจเผชิญกับความผิดปกติบางอย่างที่ทำให้เกิดภาวะ “เติบโตช้า” (Fetal growth restriction) ซึ่งอาจจะจำเป็นต้องได้รับการติดตาม เพื่อหาสาเหตุและแก้ไขปัญหาภาวะทารกโตช้าในครรภ์ วันนี้เราจึงจะพามาหาคำตอบให้แน่ชัด พร้อมแนะนำแนวทางดูแลลูกน้อยในครรภ์ เพื่อให้คุณแม่เข้าใจและรับมือได้อย่างถูกวิธี

ดูแลคุณแม่และลูกน้อย ด้วยความใส่ใจในทุกช่วงการตั้งครรภ์

ดูแลสุขภาพคุณแม่และพัฒนาการของลูกน้อยอย่างใกล้ชิด ในบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง

ทารกตัวเล็กกว่าอายุครรภ์ คืออะไร?

ทารกตัวเล็กกว่าอายุครรภ์ คือ ภาวะที่ทารกในครรภ์มีน้ำหนักกว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 10 จากเกณฑ์น้ำหนักทารกตามอายุครรภ์จริงในแต่ละสัปดาห์ โดยแพทย์จะดูจากการอัลตราซาวด์เพื่อวัดสัดส่วนต่าง ๆ ของเด็ก เช่น ความยาวกระดูกต้นขา เส้นรอบศีรษะ และเส้นรอบท้อง แล้วนำมาคำนวณน้ำหนัก เพื่อประเมินร่วมกับกราฟมาตรฐานการเจริญเติบโต โดยภาวะดังกล่าวเกิดขึ้นได้ทั้งจากโครงสร้างร่างกายที่เล็กตามธรรมชาติตามพันธุกรรม หรืออาจเกิดจากปัญหาสุขภาพที่ทำให้เด็กไม่สามารถเติบโตไปได้อย่างปกติตามอายุครรภ์ก็ได้ โดยมักจะพบบ่อยในช่วงไตรมาสที่ 3 หรืออายุครรภ์ 8 เดือนขึ้นไป

ทารกตัวเล็กกว่าอายุครรภ์ อันตรายไหม?

การที่ทารกตัวเล็กกว่าเกณฑ์นั้นไม่ได้น่ากลัวเสมอไป เพราะในหลายๆ ครั้งอาจเป็นเรื่องของสรีระร่างกายที่เป็นไปตามธรรมชาติ แต่ก็ไม่พบความผิดปกติอะไร ตราบใดที่เด็กยังเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ก็ถือว่าปลอดภัย แต่หากตรวจพบว่าเกิดจากอาการทารกขาดสารอาหารในครรภ์จริง ๆ ก็อาจเป็นอันตรายได้ เนื่องจากทารกอาจเผชิญกับภาวะขาดสารอาหารและออกซิเจน ซึ่งเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น การคลอดก่อนกำหนด หรืออาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตในครรภ์จนเกิดภาวะแท้งบุตรได้

แล้วเกณฑ์มาตรฐานของทารกในครรภ์ควรอยู่ที่เท่าไหร่?

โดยทั่วไปแล้วแพทย์จะเริ่มติดตามและประเมินน้ำหนักทารกในครรภ์จริง ๆ จัง ๆ เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายไตรมาสที่ 2 หรือ 24-28 สัปดาห์เป็นต้นไป เนื่องจากเป็นช่วงที่อวัยวะภายในส่วนใหญ่พัฒนาเต็มที่ และเริ่มมีกระบวนการสะสมไขมันใต้ผิวหนัง ทำให้อัตราการเจริญเติบโตและขนาดสรีระขยายตัวอย่างชัดเจน จนวัดขนาดและคำนวณน้ำหนักผ่านการทำอัลตราซาวด์ได้

การตรวจเช็กตั้งแต่ช่วงนี้จะช่วยให้แพทย์มองเห็นแนวโน้มการเติบโตและเฝ้าระวังความผิดปกติได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะก่อนจะเข้าไตรมาสสามที่คุณแม่อาจจะเริ่มกังวลว่าลูก 8 เดือนตัวเล็กเกินไปหรือเปล่า เพิ่มน้ำหนักก่อนคลอดทันไหม สำหรับน้ำหนักเฉลี่ยรายสัปดาห์โดยประมาณดังนี้

สัปดาห์ที่ 20

300 กรัม

สัปดาห์ที่ 24

600 กรัม

สัปดาห์ที่ 28 (เข้าสู่ไตรมาส 3)

1,000 กรัม

สัปดาห์ที่ 32

1,700 กรัม

สัปดาห์ที่ 36

2,600 กรัม

สัปดาห์ที่ 40 (ครบกำหนดคลอด)

3,500 กรัม

ทารกตัวเล็ก ทารกโตช้า เกิดจากอะไร?

ขนาดตัวทารกในครรภ์ที่การเจริญเติบโตไม่เป็นไปตามเกณฑ์ อาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ดังนี้

  • โรคประจำตัวหรือภาวะแทรกซ้อนของคุณแม่: หากคุณแม่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคแพ้ภูมิตนเอง โรคหัวใจโดยกำเนิด หรือโรคเรื้อรังอื่น ๆ อาจส่งผลกระทบต่อระบบไหลเวียนโลหิตและการส่งผ่านสารอาหารไปยังลูก ทำให้ลูกอาจมีภาวะโตช้าได้
  • ความผิดปกติของโครโมโซม:หากทารกมีความผิดปกติทางพันธุกรรม เช่น กลุ่มอาการเอ็ดเวิร์ด (Edward’s Syndrome) ก็มักมีความผิดปกติของอวัยวะในร่างกาย ส่งผลให้ร่างกายเติบโตช้าและตัวเล็กกว่าเกณฑ์ได้ ซึ่งโดยปกติแล้ว แพทย์จะแนะนำให้ตรวจคัดกรองความเสี่ยงเหล่านี้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ผ่านการตรวจ NIPT เพื่อช่วยให้คุณแม่รับรู้ความเสี่ยง และวางแผนการดูแลติดตามอย่างเหมาะสม
  • รกเสื่อมก่อนเวลา: รกเป็นอวัยวะสำคัญที่ช่วยส่งต่ออกซิเจนและสารอาหารไปยังทารก หากรกเสื่อมหรือมีประสิทธิภาพลดลง ทารกจึงได้รับสิ่งจำเป็นต่อการเจริญเติบโตน้อยลง ส่งผลให้การเติบโตไม่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานของอายุครรภ์

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า ทารกมีภาวะโตช้าจนตัวเล็กกว่าอายุครรภ์?

สำหรับการประเมินขนาดตัวของทารกในครรภ์ รวมถึงสุขภาพของทารก แพทย์ไม่ได้ดูจากขนาดหน้าท้องของคุณแม่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะภายในมดลูกมีทั้งตัวเด็ก น้ำคร่ำ และรก การประเมินให้แม่นยำจึงจำเป็นต้องตรวจด้วยวิธีอื่นควบคู่กันไปด้วย เพื่อวัดขนาดโครงสร้างและคำนวณน้ำหนักของเด็กออกเป็นตัวเลข โดยมีวิธีประเมินดังนี้

1. การทำอัลตราซาวด์ (Ultrasound)

แพทย์จะใช้คลื่นเสียงความถี่สูงสแกนลงบนหน้าท้องของคุณแม่ เพื่อวัดสัดส่วนโครงสร้างสำคัญของเด็กอย่างละเอียด ทั้งความกว้างของศีรษะ เส้นรอบศีรษะ เส้นรอบท้อง และความยาวของกระดูกต้นขา จากนั้นระบบจะนำตัวเลขสัดส่วนทั้งหมดนี้ไปประมวลผลคำนวณออกมาเป็นน้ำหนักตัวโดยประมาณของทารกในครรภ์ แล้วนำไปเทียบกับกราฟเกณฑ์มาตรฐานตามอายุครรภ์จริงในสัปดาห์นั้น โดยทั่วไปจะต้องอาศัยการตรวจติดตามมากกว่า 1 ครั้ง เพื่อติดตามอัตราการเติบโตของทารกอย่างแม่นยำ

การทำอัลตราซาวด์มักทำร่วมกับการตรวจวัดระดับความสูงของมดลูก (Fundal Height) เป็นการตรวจประเมินเบื้องต้น โดยจะใช้สายวัดวัดระยะจากกระดูกหัวหน่าวไปจนถึงส่วนบนสุดของยอดมดลูก ตามเกณฑ์ปกติแล้ว ความสูงที่วัดได้จะมีค่าใกล้เคียงกับจำนวนสัปดาห์ของอายุครรภ์ หากแพทย์พบว่าความสูงหรือได้ค่าน้อยกว่าอายุครรภ์จริง อาจต้องส่งไปตรวจอัลตราซาวด์เช็กอีกครั้ง แต่อย่างไรก็ตามการวัดจากภายนอก อาจมีความแม่นยำต่ำ โดยเฉพาะกรณีที่คุณแม่มีหน้าท้องหนา หรือมีความผิดปกติของมดลูกอยู่เดิม เช่น เนื้องอกมดลูก

นอกจากนี้ W-Life ยังมีบริการอัลตราซาวด์ความผิดปกติของทารกโดยละเอียด (Ultrasound MFM) ซึ่งจะตรวจโดยคุณหมอที่มีประสบการณ์ด้านการตรวจอวัยวะต่าง ๆ ของทารก ตั้งแต่ศีรษะจนถึงเท้า เพื่อค้นหาความผิดปกติ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของภาวะทารกโตช้า โดยขั้นตอนนี้จะใช้ระยะเวลาการตรวจประมาณ 30-60 นาทีขึ้นกับการวางตัวของทารกในขณะนั้น

2. การทำโดปเปอร์อัลตราซาวด์ (Doppler Ultrasound)

แพทย์จะใช้คลื่นเสียงความถี่สูงตรวจวัดระบบไหลเวียนของหลอดเลือดในทารก โดยเฉพาะบริเวณเลือดสายสะดือ ซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการลำเลียงสารอาหารและออกซิเจนไปยังทารกโดยตรง วิธีนี้จะช่วยให้ข้อมูลเพิ่มเติมได้อย่างแม่นยำว่า ลูกในท้องยังคงได้รับสารอาหารและออกซิเจนเพียงพอไหม มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตในครรภ์หรือไม่ โดยเฉพาะถ้าตรวจในเคสที่พบว่าทารกมีภาวะโตช้าแล้ว

3. การตรวจติดตามสุขภาพทารกในครรภ์ (Antenatal Testing)

หรืออาจเรียกว่า การตรวจประเมินสุขภาพทารกด้วยเครื่องมอนิเตอร์ (Non-Stress Test) เพื่อดูอัตราการเต้นของหัวใจที่เปลี่ยนแปลงขึ้นลงในช่วงเวลาที่ทารกขยับตัว ซึ่งจะช่วยประเมินว่ามีภาวะสายสะดือถูกกดทับ หรือภาวะขาดออกซิเจนเรื้อรังหรือไม่ นอกจากนี้ คุณหมออาจตรวจร่วมกับการทำอัลตราซาวด์เพื่อประเมินสุขภาพทารก (Biophysical Profile) คือการตรวจสอบการเคลื่อนไหว และการหายใจของทารกต่อเนื่องกัน 20 นาที ร่วมกับการวัดปริมาณน้ำคร่ำ ซึ่งจะช่วยให้แพทย์มั่นใจว่าทารกที่ตัวเล็กยังอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย ไม่มีภาวะเครียดหรือขาดออกซิเจน

ถ้าตรวจเจอว่าทารกในครรภ์โตช้า รับมือยังไงดี?

ถึงจะเป็นเรื่องที่คุณแม่ไม่อยากให้เกิด แต่ถ้าทารกตัวเล็กกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ก็ไม่ใช่ว่าจะกู้สถานการณ์ไม่ได้ซะทีเดียว เพราะการตรวจเจอตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้เราปรับแผนการดูแลตัวเองร่วมกับแพทย์ได้อย่างทันท่วงที สำหรับแนวทางการรับมือเพื่อเพิ่มน้ำหนักให้เจ้าตัวน้อยในท้อง มีดังนี้

1. ปรับโภชนาการคุณแม่ โดยเน้นสารอาหารที่จำเป็น

หากคุณแม่อยากเพิ่มน้ำหนักให้ลูกน้อย หลักสำคัญของโภชนาการหญิงตั้งครรภ์คือต้องเลือกรับประทานอาหารเพิ่มน้ำหนักทารกในครรภ์ที่มีประโยชน์ โดยเน้นไปที่โปรตีนคุณภาพสูง เช่น ไข่, เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน เพื่อสร้างเซลล์และเนื้อเยื่อ ควบคู่กับคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง และไขมันดีอย่างถั่วหรืออะโวคาโด เพื่อให้พลังงานแก่ร่างกายและส่งต่อสารอาหารไปถึงลูก รวมถึงธาตุเหล็กโดยเฉพาะผักใบเขียวและเนื้อแดง เพื่อสร้างเม็ดเลือดแดงไปลำเลียงสารอาหารและออกซิเจนผ่านรกได้ดีขึ้น นอกจากจะช่วยเพิ่มน้ำหนักไปที่ตัวทารกโดยตรงแล้ว ยังไม่มีไขมันสะสมในตัวคุณแม่จนกลายเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์อีกด้วย

2. นอนตะแคงซ้าย

รู้หรือไม่ ว่าท่านอนของคุณแม่ส่งผลต่อการได้รับสารอาหารของทารก โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสสุดท้ายที่การนอนหงายจะทำให้มดลูกไปกดทับเส้นเลือดใหญ่ในช่องท้อง จนขัดขวางการส่งออกซิเจนและสารอาหาร ด้วยเหตุนี้แพทย์จึงแนะนำให้นอนตะแคงซ้ายเป็นหลัก เพราะท่านี้จะช่วยให้อัตราการไหลเวียนเลือดจากหัวใจวิ่งตรงสู่รกได้สะดวกที่สุด เมื่อไม่มีอะไรมากดทับ รกก็จะสูบฉีดเลือดและลำเลียงสารอาหารไปเลี้ยงทารกได้เต็มที่

3. พักผ่อนให้เต็มที่ ดูแลตัวเองไม่ให้เครียด

ความเครียดและการพักผ่อนไม่เพียงพอ ส่งผลร้ายต่อทารกในครรภ์มากกว่าที่คิด อีกทั้งยังเป็นปัจจัยสำคัญในการดูแลตัวเองตอนตั้งครรภ์ที่คุณแม่หลายคนมองข้ามเพราะความเคยชิน เมื่อคุณแม่เครียดหรือเหนื่อยล้าจากการทำกิจกรรมหนักๆ จะทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) และสารเคมีที่ทำให้เส้นเลือดหดตัว ส่งผลให้เลือดไหลเวียนผ่านรกไปเลี้ยงลูกได้น้อยลงจนทารกโตช้า การนอนหลับให้สนิทอย่างน้อยวันละ 8 – 9 ชั่วโมง รวมถึงจัดช่วงเวลาให้พักสายตาในระหว่างวัน จะช่วยลดการทำงานของฮอร์โมนเครียดเหล่านี้ ทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานเป็นปกติ รกจึงส่งผ่านสารอาหารไปช่วยเพิ่มน้ำหนักให้เจ้าตัวเล็ก

4. ตรวจติดตามสุขภาพทารกอย่างใกล้ชิด

เมื่อแพทย์วินิจฉัยแล้วว่าทารกตัวเล็กกว่าเกณฑ์ แพทย์จะนัดตรวจติดตามอาการถี่ขึ้น โดยตรวจอัลตราซาวด์เพื่อดูอัตราการเจริญเติบโต ปริมาณน้ำคร่ำ และใช้คลื่นความถี่สูงเช็กการไหลเวียนเลือดของเส้นเลือดที่สายสะดือ ว่ายังส่งสารอาหารได้ดีอยู่ไหม ร่วมกับการใช้เครื่องมอนิเตอร์ดูอัตราการเต้นของหัวใจ เพื่อประเมินสถานการณ์ในท้องและวางแผนการคลอดให้ปลอดภัยทั้งต่อแม่และลูกน้อย

น้ำหนักของลูกน้อยในท้องไม่ใช่แค่เรื่องของขนาดตัว แต่เป็นสัญญาณเตือนถึงสุขภาพ ความสมบูรณ์ของรก และสารอาหารที่ลูกได้รับโดยตรง คุณแม่จึงควรมาติดตามฝากครรภ์อย่างสม่ำเสมอ แต่สำหรับคุณแม่มือใหม่ที่กำลังตัดสินใจว่าจะฝากครรภ์ที่ไหนดี เราขอแนะนำให้เลือกสถานพยาบาลที่มีแพทย์เฉพาะทาง และเครื่องมือสำหรับการตรวจที่ได้มาตรฐาน ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะช่วยให้คุณแม่เบาใจ และช่วยให้เจ้าตัวเล็กคลอดออกมาได้อย่างปลอดภัยที่สุด