อัลตร้าซาวด์ช็อกโกแลตซีส ตรวจยังไง ยุ่งยากไหม ใครบ้างที่ควรตรวจ

หลายคนมีอาการปวดท้องประจำเดือนมานาน และอาจไม่เคยไปตรวจมาก่อนเพราะคิดว่าตัวเองไม่ได้ปวดท้องรุนแรงอะไร แต่ที่จริงแล้วการตรวจอัลตราซาวด์ช็อกโกแลตซีสเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลย เพราะการวินิจฉัย และรักษาช้าอาจทำให้ถุงน้ำรังไข่เจริญเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นปัญหาสุขภาพระยะยาวที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการมีบุตรยาก หรืออาจถึงขั้นต้องไปผ่าตัดและในบทความนี้เราจะพาคุณมาทำความรู้จักกับการตรวจประเภทนี้ เพื่อให้คุณเข้าใจและเตรียมตัวได้อย่างถูกวิธี
สุขภาพผู้หญิง เรื่องใกล้ตัว
ดูแลได้ทุกช่วงวัย
บริการตรวจและรักษาอาการเจ็บป่วยทางนรีเวช ตรวจติดเชื้อ คัดกรองมะเร็งปากมดลูก ให้คำปรึกษาเรื่องประจำเดือน ฮอร์โมน และการคุมกำเนิด โดยทีมแพทย์ที่เป็นกันเอง
ดับเบิ้ลยูไลฟ์ คลินิกเฉพาะทางสูตินรีวช เชี่ยวชาญการตรวจและประเมินอาการทางนรเวช กรุงเทพมหานครฯ
อัลตร้าซาวด์ช็อกโกแลตซีส คืออะไร?
การทำอัลตร้าซาวด์ช็อกโกแลตซีส (Ultrasound for Chocolate Cyst) คือ การตรวจเช็กความผิดปกติภายในอุ้งเชิงกรานด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ เพื่อหาภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) ซึ่งเยื่อบุโพรงมดลูกที่เจริญออกไปนอกโพรงมดลูก อาจสะสมเป็นถุงน้ำบริเวณรังไข่ ซึ่งภายในจะเป็นประจำเดือนเก่า ๆ จึงมีสีน้ำตาลคล้ายช็อกโกแลต เราจึงเรียกให้เข้าใจง่ายว่าเป็นช็อกโกแลตซิสต์ (Chocolate Cyst, Endometrioma) ซึ่งการตรวจอัลตราซาวนด์จะช่วยให้แพทย์เห็นขนาด รูปร่าง และลักษณะเนื้อเยื่อของถุงน้ำช็อกโกแลตซีสต์ชัดเจน เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการติดตามการเปลี่ยนแปลงของตัวซีสต์ เพื่อจะได้หาทางบรรเทาความรุนแรงให้เข้ากับคนไข้แต่ละรายและป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับรังไข่ได้อย่างทันท่วงที
ทำไมต้องตรวจอัลตร้าซาวด์ช็อกโกแลตซีส?
ภาวะช็อกโกแลตซีสต์เป็นโรคที่พบได้บ่อย ถึงแม้ว่าส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะมีอาการปวดท้องประจำเดือน แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่อาการอาจเป็นเพียงเล็กน้อย หรือไม่ปวดเลย และนั่นอาจทำให้ใครหลายคนชะล่าใจ ดังนั้น การตรวจอัลตราซาวด์ประเมินมดลูกรังไข่ก็เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการตรวจสุขภาพสตรี เพราะการอัลตราซาวนด์ยังคงเป็นวิธีเดียวที่ช่วยให้เจอถุงน้ำตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่รอยโรคจะเป็นมากจนรักษาได้ยาก
ใครบ้างที่ควรตรวจอัลตร้าซาวด์ช็อกโกแลตซีส?
คุณผู้หญิงหลายคนอาจมองว่าอาการปวดท้องประจำเดือนเป็นเรื่องปกติ แต่มันไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป เพราะบางครั้งนั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคช็อกโกแลตซีสต์ที่กำลังก่อตัวขึ้นโดยที่คุณไม่รู้ตัว ลองมาเช็กกันว่าคุณจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่ต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจอัลตราซาวนด์หรือไม่
- คนที่ปวดท้องประจำเดือนรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ : จากที่เคยปวดนิดหน่อยพอทนได้ นับวันก็ยิ่งปวดท้องประจำเดือนรุนแรงขึ้นทุกๆ เดือน จนต้องใช้ยากลุ่มที่แรงขึ้น หรืออาจปวดร้าวไปถึงหลังและก้นกบด้วย
- คนที่มีความรู้สึกเจ็บที่ส่วนลึกในช่องคลอดขณะมีเพศสัมพันธ์:เนื่องจากซีสต์หรือพังผืดที่เกิดขึ้นในอุ้งเชิงกราน อาจไปดึงรั้งอวัยวะภายในจนอาจรู้สึกเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์
- คนที่ระบบขับถ่ายทำงานผิดปกติ เฉพาะช่วงมีประจำเดือน: โดยทั่วไปมักมีอาการปวดเบ่งรุนแรงตอนถ่ายอุจจาระ ปวดปัสสาวะบ่อยผิดปกติ หรือบางเคสที่มีอาการรุนแรงอาจมีเลือดปนออกมาขณะขับถ่ายด้วย
- คนที่มีประจำเดือนมามากผิดปกติ: โดยจะมามาก และนานขึ้น เป็นจากเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ทำให้มดลูกโต และการบีบตัวเพื่อหยุดประจำเดือนทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร
- คู่แต่งงานที่มีปัญหามีบุตรยาก: หากปล่อยทิ้งไว้จนโรคลุกลามอาจทำให้เกิดภาวะมีบุตรยากตามมา เนื่องจากโรคกลุ่มนี้จะทำให้เกิดพังผืดจะเข้าไปขัดขวาง โอบรัด หรืออุดตันทางเดินของไข่และอสุจิ ทำให้ปฏิสนธิได้ยากกว่าคนทั่วไป จำเป็นต้องเข้ารับการรักษามีบุตรยากโดยด่วน
- คนที่คลำเจอก้อนแข็งบริเวณท้องน้อย: หลายคนรู้สึกอึดอัด แน่นท้อง ท้องดูป่องโตขึ้นคล้ายคนอ้วนลงพุง ทั้งที่พฤติกรรมการกินและน้ำหนักตัวก็ยังเหมือนเดิม
ควรตรวจอัลตร้าซาวด์ช็อกโกแลตซีสบ่อยแค่ไหน?
สำหรับผู้หญิงทั่วไปแนะนำให้ตรวจทุก 1 – 2 ปี โดยแนะนำให้ตรวจควบคู่ไปกับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก แต่สำหรับใครที่เคยตรวจพบช็อกโกแลตซีสต์มาก่อน หรืออยู่ในช่วงติดตามผลหลังการรักษา คุณหมอจะนัดให้มาอัลตราซาวนด์ถี่ขึ้นทุก ๆ 3 – 6 เดือน เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงของถุงน้ำอย่างใกล้ชิด จะได้ปรับยาในการรักษาอย่างเหมาะสม และวางแผนผ่าตัดเมื่อมีความจำเป็น และถึงแม้ตัวโรคจะหายแล้ว การตรวจติดตามก็ถือว่ามีความจำเป็น เนื่องจากโรคนี้มีต้นตอมาจากภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ที่อาจกลับมาเป็นซ้ำหรือขยายขึ้นได้ตลอดเวลาหากไม่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง
อัลตร้าซาวด์ช็อกโกแลตซีสมีกี่แบบ อะไรบ้าง?
1. การตรวจอัลตร้าซาวด์ผ่านทางช่องคลอด (Transvaginal Ultrasound)
เป็นวิธีมาตรฐานที่มีความแม่นยำสูงที่สุดในการตรวจวินิจฉัยช็อกโกแลตซีสต์ รวมถึงรอยโรคในอุ้งเชิงกรานอื่น ๆ เช่นเนื้องอกมดลูก ติ่งเนื้อในโพรงมดลูก โดยแพทย์จะใช้หัวตรวจอัลตราซาวด์ขนาดเล็ก (เล็กกว่าเครื่องมือปากเป็ดสำหรับคัดกรองมะเร็ง) สอดเข้าไปในช่องคลอด เพื่อให้หัวตรวจเข้าใกล้รังไข่และมดลูกได้มากที่สุด ช่วยให้คลื่นเสียงจับภาพโครงสร้างภายในอุ้งเชิงกรานได้คมชัดและละเอียดกว่าการตรวจผ่านหน้าท้อง ทำให้แพทย์ประเมินขนาด รูปร่าง ลักษณะของเหลวภายในถุงน้ำ และพังผืดที่ยึดเกาะรังไข่ได้แม้ซีสต์จะมีขนาดเล็กเพียงไม่กี่มิลลิเมตร โดยตัวเครื่องจะแสดงผลเป็นภาพขาวดำที่แยกแยะความหนาแน่นของเนื้อเยื่อได้ชัดเจน ทำให้แพทย์จำแนกได้ทันทีว่าก้อนที่เจอนั้นเป็นถุงน้ำธรรมดา เป็นก้อนเนื้อ หรือเป็นช็อกโกแลตซีสต์
การตรวจผ่านทางช่องคลอด ไม่จำเป็นต้องเสียเวลากลั้นปัสสาวะให้ทรมานก่อนตรวจ เพราะน้ำในกระเพาะปัสสาวะจะไม่ช่วยเพิ่มการส่งผ่านสัญญาณคลื่นเสียงเหมือนการตรวจทางหน้าท้อง อย่างไรก็ดี วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้หญิงที่เคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว หรือเคยตรวจภายในมาก่อน ส่วนในกรณีของผู้ป่วยที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ แพทย์อาจพิจารณาเลี่ยงไปใช้การตรวจผ่านทางทวารหนักหรือทางหน้าท้องแทนเพื่อไม่ให้เกิดความเจ็บปวดระหว่างตรวจ
2. การตรวจอัลตร้าซาวด์ผ่านทางหน้าท้อง (Abdominal Ultrasound)
เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่แพทย์ใช้ตรวจคัดกรองเบื้องต้น โดยแพทย์จะทาเจลเย็น ๆ บริเวณท้องน้อยแล้วใช้หัวตรวจเคลื่อนไปมาบนผิวหนังเพื่อส่งคลื่นเสียงลงไปจับภาพมดลูกและรังไข่ วิธีนี้เป็นวิธีที่ปลอดภัย และไม่รู้สึกเจ็บตัวหรืออึดอัดใจเหมือนการตรวจผ่านทางช่องคลอด จึงเหมาะสำหรับผู้หญิงที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อน รวมถึงเด็กวัยรุ่นที่เริ่มมีอาการปวดท้องเมนส์ผิดปกติ นอกจากนี้ยังเหมาะกับคนไข้ที่มีก้อนช็อกโกแลตซีสต์ขนาดใหญ่มากจนลอยสูงขึ้นมาพ้นอุ้งเชิงกราน ซึ่งการตรวจทางหน้าท้องจะช่วยให้แพทย์เห็นภาพรวมและขอบเขตของก้อนซีสต์ในมุมกว้างได้ดีกว่าการตรวจทางช่องคลอด
อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ก็มีข้อจำกัดตรงที่ความแม่นยำที่น้อยกว่า เนื่องจากคลื่นเสียงต้องเดินทางผ่านชั้นไขมัน ผิวหนัง และหน้าท้องของคนไข้ และถูกบดบังจากกระดูกเชิงกราน ภาพที่ได้จึงอาจไม่คมชัดเท่าที่ควร โดยเฉพาะถ้าช็อกโกแลตซีสต์ยังมีขนาดเล็ก ดังนั้น ก่อนเข้ารับการตรวจ จำเป็นต้องเตรียมตัวโดยการกลั้นปัสสาวะตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อให้กระเพาะปัสสาวะขยายตัว ดันลำไส้ไปด้านข้าง เปิดทางให้คลื่นเสียงส่งผ่านไปถึงมดลูกและรังไข่โดยตรง แต่หากคนไข้ไม่ได้กลั้นปัสสาวะมา ลำไส้หรือแก๊สในท้องก็อาจจะบดบังจนแพทย์มองไม่เห็นตัวซีสต์เลยหรือเห็นได้ยากมาก
เตรียมตัวอย่างไรก่อนไปอัลตร้าซาวด์ช็อกโกแลตซีส
ที่จริงแล้วการเตรียมตัวก่อนไปตรวจอัลตร้าซาวด์ช็อกโกแลตซีสไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่ใครหลายคนเข้าใจ หลัก ๆ ขึ้นอยู่กับว่าคุณเข้ารับการตรวจด้วยวิธีไหน แม้ว่าแพทย์หรือพยาบาลจะแจ้งการเตรียมตัวให้ทราบล่วงหน้าแล้ว แต่เพื่อให้คุณมั่นใจมากยิ่งขึ้น เรามีข้อควรปฏิบัติมาฝาก
- สวมเสื้อผ้าใส่สบาย ถอดง่าย: แนะนำให้สวมกระโปรงหลวม ๆ หรือกางเกงที่ถอดง่าย ไม่รัดแน่น เพื่อความสะดวกในการเปลี่ยนชุดหรือเปิดบริเวณหน้าท้องตอนตรวจ
- เข้าตรวจช่วงหลังประจำเดือนหมดไปแล้วประมาณ 1 – 2 สัปดาห์: แม้ว่าจะตรวจได้ทุกช่วงเวลา แต่ช่วงหลังหมดประจำเดือนไปแล้วนั้นเป็นช่วงที่เยื่อบุโพรงมดลูกไม่หนาเกินไป ทำให้แพทย์ประเมินลักษณะของซีสต์ได้ชัดเจนที่สุด ยกเว้นแต่ว่าคุณมีปัญหารอบเดือนมาไม่ปกติหรือปวดท้องรุนแรง สามารถเข้าตรวจได้โดยไม่ต้องรอ
- ดื่มน้ำเปล่าเยอะๆ ล่วงหน้า 1 – 2 ชั่วโมงก่อนตรวจ (กรณีตรวจทางหน้าท้อง): แนะนำให้ดื่มน้ำประมาณ 500 – 1,000 มิลลิลิตร ล่วงหน้าประมาณ 1 – 2 ชั่วโมงก่อนตรวจแล้วกลั้นปัสสาวะไว้ ห้ามปัสสาวะออกเด็ดขาด เพื่อให้กระเพาะปัสสาวะขยายตัวและดันลำไส้ออกไป ทำให้แพทย์เห็นมดลูกและรังไข่ชัดเจน
- ปัสสาวะออกให้หมดก่อนเข้าห้องตรวจ (กรณีตรวจทางช่องคลอด): เพราะเมื่อกระเพาะปัสสาวะแฟบลง หัวตรวจจะเข้าใกล้รังไข่และมดลูกได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่งผลให้ภาพที่ได้คมชัดที่สุด
ขั้นตอนการอัลตร้าซาวด์ช็อกโกแลตซีสมีอะไรบ้าง?
1. เตรียมความพร้อมก่อนตรวจ
กรณีตรวจผ่านทางช่องคลอด: ผู้ช่วยจะให้คุณผู้หญิงสวมผ้าถุง ถอดกางเกง และกางเกงชั้นในออก ปัสสาวะให้เรียบร้อย จากนั้นค่อยขึ้นไปนอนบนเตียงตรวจแล้วชันเข่าขึ้น ยกก้นเพื่อให้ผู้ช่วยสอดหมอนรองใต้ก้น เพื่อให้มุมของการตรวจอัลตราซาวด์มากขึ้น แยกขาออกเล็กน้อย ไม่เกร็ง เพื่อให้แพทย์สอดหัวตรวจเฉพาะทางเข้าไปในช่องคลอดได้ง่ายขึ้น
กรณีตรวจผ่านทางหน้าท้อง: คุณผู้หญิงไม่ต้องเปลี่ยนชุดอะไรเลย เพียงแค่ขึ้นไปนอนหงายราบลงบนเตียงตรวจปกติ จากนั้นเปิดเสื้อขึ้นเล็กน้อยและเลื่อนขอบกางเกงหรือกระโปรงลงมาให้อยู่ระดับต่ำจนถึงกระดูกหัวหน่าว โดยผู้ช่วยจะมีผ้าคลุมบริเวณท้องส่วนล่างให้ เพื่อไม่ให้เจลตรวจเปื้อนกางเกง
2. การตรวจวินิจฉัย
กรณีตรวจผ่านทางช่องคลอด: แพทย์จะจะนำถุงยางอนามัยชนิดหนา ที่ผ่านการฆ่าเชื้อมาสวมเข้ากับหัวตรวจอัลตราซาวด์ แล้วทาเจลหล่อลื่นปริมาณมากเพื่อลดการเสียดสี จากนั้นจะค่อย ๆ สอดหัวตรวจเข้าไปในช่องคลอด ในระหว่างนี้แพทย์จะขยับหัวตรวจไปมาเล็กน้อยเพื่อตรวจบริเวณมดลูก และรังไข่ทั้งสองข้าง จากนั้นจะเก็บภาพโครงสร้างภายในและตำแหน่งของช็อกโกแลตซีสต์ไว้
กรณีตรวจผ่านทางหน้าท้อง: แพทย์จะทาเจลอัลตราซาวด์ลงบนผิวหน้าท้องน้อยของคนไข้ จากนั้นจะใช้หัวตรวจอัลตราซาวด์สำหรับหน้าท้องกดและเลื่อนไปมาบนท้องน้อยช้า ๆ เพื่อสแกนหาตัวถุงน้ำและดูภาพรวมของมดลูกและรังไข่ทั้งหมดผ่านทางหน้าจอ คุณหมออาจต้องใช้แรงกดเล็กน้อย โดยเฉพาะกรณีถ้ากลั้นปัสสาวะมาได้ไม่ดีมาก
3. ฟังผลวินิจฉัยและสรุปแนวทางการดูแลตัวเอง
หลังจากตรวจเสร็จ ผู้ช่วยจะให้คุณผู้หญิงแต่งตัว หรืออาจเข้าห้องน้ำปัสสาวะ กรณีที่กลั้นปัสสาวะมานาน จากนั้นจะเข้าพบแพทย์ เพื่อฟังสิ่งที่ตรวจพบ และการวินิจฉัยอย่างละเอียด โดยแพทย์จะนำภาพถ่ายหรือวิดีโอที่บันทึกไว้จากหน้าจออัลตร้าซาวนด์มาเปิดให้ดู พร้อมอธิบายว่าตรวจพบถุงน้ำช็อกโกแลตซีสต์หรือไม่? หากพบ มีขนาดกี่เซนติเมตร? อยู่ที่รังไข่ข้างไหน? รวมถึงประเมินว่าช็อกโกแลตซีสต์ อันตรายไหม เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนมากน้อยแค่ไหน
สุดท้าย คุณหมอจะให้คำแนะนำในการดูแลตัวเอง ทางเลือกของการรักษาทั้งการใช้ยา หรือผ่าตัด ก่อนที่จะนัดหมายเพื่อติดตามผลต่อไป จากนั้นคุณผู้หญิงสามารถกลับบ้านได้ตามปกติ ไม่ต้องพักฟื้นแต่อย่างใด
อย่ารอให้มีอาการรุนแรงหรือปล่อยให้ถุงน้ำเติบโตจนสายเกินแก้ ในปัจจุบันการอัลตร้าซาวด์ช็อกโกแลตซีสก็ไม่ได้ยุ่งยากหรือน่ากลัวอย่างที่สาว ๆ หลายคนกังวล นอกจากจะสะดวกรวดเร็วแล้ว ยังให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำมาก ๆ ด้วย การเข้ารับการตรวจตั้งแต่วันนี้จะช่วยตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ทั้งนี้ก็เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวคุณเองในระยะยาว
