เช็กเลย! อาการคนท้องเบื้องต้น เป็นตอนไหน พร้อมแบบทดสอบ

สำหรับคุณแม่ที่อยากมีลูกและกำลังสงสัยว่าตัวเองกำลังตั้งครรภ์อยู่ไหม การเฝ้าสังเกตอาการคนท้องอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้คุณแม่มือใหม่มั่นใจยิ่งขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้วมันก็มีอาการเหมือนคนท้องแต่ตรวจไม่ขึ้น หรือมีอาการเหมือนคนท้องแต่ไม่ท้องจริงด้วยเช่นกัน เพื่อให้คุณแม่เข้าใจและรับมือกับอาการที่เกิดขึ้นอย่างถูกต้อง บทความนี้จะมาเจาะลึกเกี่ยวกับอาการในแต่ละช่วงกัน
ดูแลคุณแม่และลูกน้อย ด้วยความใส่ใจในทุกช่วงการตั้งครรภ์
ดูแลสุขภาพคุณแม่และพัฒนาการของลูกน้อยอย่างใกล้ชิด ในบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง
ดับเบิ้ลยูไลฟ์ คลินิกเฉพาะทางสูตินรีวช เชี่ยวชาญการตรวจครรภ์และฝากครรภ์ กรุงเทพมหานครฯ
อาการคนท้องเบื้องต้นมีอะไรบ้าง?
แม้ว่าคุณแม่แต่ละคนจะมีสัญญาณเตือนเริ่มต้นที่แตกต่างกันไป แต่การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและระดับฮอร์โมนที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการฝังตัวอ่อน มักจะแสดงออกผ่านสัญญาณเตือนเด่น ๆ ที่สังเกตได้ชัดเจน
หากคุณกำลังสงสัยว่าอาการที่กำลังเผชิญอยู่คือ “อาการตั้งครรภ์” หรือเป็นเพียงแค่ “อาการก่อนมีประจำเดือน (PMS)” ลองเช็กสัญญาณเตือนเหล่านี้ไปพร้อมกัน
- ประจำเดือนขาดหายไป: จุดสังเกตแรกสุดที่ชัดเจนที่สุดเมื่อเริ่มตั้งครรภ์
- คัดตึงเต้านม: หน้าอกขยายใหญ่ขึ้นและมีอาการเสียวแปลบ คล้ายกับช่วงก่อนมีประจำเดือน
- อ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายผิดปกติ: ร่างกายรู้สึกล้าและหมดพลังงานได้ง่ายขึ้น
- อารมณ์แปรปรวน: ฮอร์โมนที่แกว่งตัวส่งผลให้เกิดความรู้สึกอ่อนไหวหรือหงุดหงิดง่ายขึ้นลงเร็ว
- ปัสสาวะบ่อยขึ้น: มดลูกที่เริ่มขยายตัวไปกระตุ้นให้รู้สึกปวดปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ
- ไวต่อกลิ่น คลื่นไส้ วิงเวียน: เริ่มเหม็นกลิ่นรอบตัวจนชวนพะอืดพะอม ซึ่งเป็นสัญญาณยอดฮิตของอาการแพ้ท้อง
อย่างไรก็ตาม คุณแม่ควรหมั่นสังเกตอยู่เสมอว่าอาการเหล่านี้จะค่อย ๆ หายไปหรือไม่ เพื่อที่คุณแม่จะได้แยกออกว่านี่คืออาการตั้งครรภ์จริง ๆ หรือเป็นเพียงอาการเตือนก่อนมีประจำเดือน (PMS) กันแน่
อาการคนท้องจะออกตอนไหน?
อาการคนท้องส่วนใหญ่จะเริ่มปรากฏชัดเจนหลังจากรอบเดือนขาดหายไปประมาณ 1-2 สัปดาห์ หรือในช่วงสัปดาห์ที่ 4-6 ของการตั้งครรภ์ ทั้งนี้คุณแม่แต่ละคนอาจมีระยะเวลาที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับระดับฮอร์โมนในร่างกาย บางคนอาจเริ่มรู้สึกตั้งแต่วันที่ตัวอ่อนฝังตัวในมดลูกที่แสดงออกผ่านเลือดที่ไหลออกแบบกะปริบกะปรอยหรือรู้สึกคัดตึงเต้านม แต่สำหรับอาการยอดฮิตอย่างอาการแพ้ท้อง คลื่นไส้ หรืออ่อนเพลีย มักจะแสดงออกมาในช่วงเริ่มเข้าสู่ไตรมาสแรกและค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ จนกว่าร่างกายจะปรับตัวได้ในช่วงไตรมาสที่ 2
อาการคนท้องเป็นยังไง เจาะลึกรายละเอียดแต่ละไตรมาส อาการมีอะไรบ้าง?
อาการคนท้องในแต่ละช่วงไตรมาสจะแตกต่างกันไปตามการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ โดยเราจะแบ่งอาการที่เกิดขึ้นตามช่วงสัปดาห์ของการตั้งครรภ์เพื่อให้คุณแม่ลองสังเกตอาการด้วยตัวเอง ดังนี้
1. อาการคนท้องไตรมาสที่ 1 (สัปดาห์ที่ 1-13)
ช่วง 3 เดือนแรกถือเป็นช่วงที่ฮอร์โมนในร่างกายพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่อสร้างรกและฝังตัวอ่อน คุณแม่มือใหม่ส่วนใหญ่จะเริ่มรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงและมีอาการเด่น ๆ ในช่วงนี้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็น…
- ประจำเดือนขาด: เป็นสัญญาณแรกสุดที่ชัดเจนที่สุดของอาการคนท้องระยะแรก 1-2 สัปดาห์ ในกรณีที่คุณแม่มีรอบเดือนมาสม่ำเสมอ
- อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น: คุณแม่จะรู้สึกตัวรุม ๆ เหมือนมีไข้ต่ำติดต่อกัน เนื่องจากระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเพิ่มสูงขึ้น
- อารมณ์แปรปรวนง่าย: คุณแม่จะรู้สึกหงุดหงิดง่าย อ่อนไหวง่าย คล้ายกับอาการช่วงก่อนมีประจำเดือน (PMS)
- ปัสสาวะบ่อยขึ้น: เมื่อมดลูกเริ่มขยายตัวจนไปกดทับกระเพาะปัสสาวะ จะทำให้คุณแม่รู้สึกปวดปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ
- มีเลือดล้างหน้าเด็ก: มีเลือดออกกะปริบกะปรอยทางช่องคลอดเพียงเล็กน้อย สีชมพูหรือน้ำตาลจาง ๆ ซึ่งเกิดจากตัวอ่อนฝังตัวเข้ากับผนังมดลูกแล้ว
- คัดตึงเต้านม: เต้านมเริ่มขยายใหญ่ขึ้น สีของหัวนมเข้มขึ้น รู้สึกเจ็บหรือเสียวแปลบ ๆ เวลาสัมผัส
- เหนื่อยง่าย อ่อนเพลียผิดปกติ: คุณแม่จะรู้สึกหมดแรงและอยากนอนตลอดเวลา เพราะร่างกายต้องใช้พลังงานจำนวนมากในการสร้างรกและตัวอ่อน
- ไวต่อกลิ่นมากกว่าปกติ: ถือเป็นอาการคลาสสิกที่บ่งบอกว่าอาการคนท้อง 2 สัปดาห์ได้เริ่มต้นแล้ว โดยคุณแม่จะเริ่มเหม็นกลิ่นอาหาร น้ำหอม หรือสิ่งแวดล้อมรอบตัวที่เคยชิน จนบางครั้งก็รู้สึกพะอืดพะอมจนอยากอาเจียนออกมา
- อาการแพ้ท้อง: คุณแม่จะรู้สึกคลื่นไส้ อาเจียนบ่อยขึ้น โดยเฉพาะในตอนเช้า หรือบางคนอาจมีอาการตลอดทั้งวัน ซึ่งเป็นอาการคนท้อง 3 สัปดาห์ที่คุณแม่อยากมีลูกหลายคนต่างก็เฝ้ารอกันอย่างใจจดใจจ่อ
2. อาการคนท้องไตรมาสที่ 2 (สัปดาห์ที่ 14 – 27)
เมื่อเข้าสู่เดือนที่ 4-6 ร่างกายของคุณแม่เริ่มปรับตัวเข้ากับฮอร์โมนได้ดีขึ้น อาการแพ้ท้องพะอืดพะอมจะค่อย ๆ ลดลงจนหายไป พลังงานในร่างกายเริ่มกลับมา ท้องจะเริ่มขยายใหญ่จนเห็นชัดเจนขึ้น โดยมีอาการเด่น ๆ ดังนี้
- หน้าท้องขยายใหญ่และเริ่มตึง: ผิวหน้าท้องจะเริ่มขยายตัวอย่างรวดเร็ว เริ่มเห็นรอยท้องลาย เส้นดำกลางหน้าท้องเข้มขึ้น คุณแม่บางคนอาจคันตามผิวหนังด้วย
- รู้สึกถึงลูกดิ้น: เป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นที่สุด เพราะคุณแม่จะเริ่มรู้สึกว่ามีอะไรขยับเบา ๆ อยู่ในท้อง อาการนี้มักชัดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ 18-20
- ปวดเมื่อยตามร่างกายและเป็นตะคริว: น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นและมดลูกที่โตขึ้นจะเริ่มไปกดทับเส้นเลือดและเส้นประสาท ทำให้คุณแม่มีอาการปวดหลัง ปวดหน่วงที่ขา หรือเป็นตะคริวที่น่องตอนกลางคืนบ่อยขึ้น
- ผิวหมองคล้ำ ฝ้าและกระเข้มขึ้น: ฮอร์โมนคนท้องจะเข้าไปกระตุ้นการสร้างเม็ดสี ผิวบริเวณใบหน้า คอ หรือตามข้อพับที่อาจจะดูคล้ำขึ้นชั่วคราวแต่จะค่อย ๆ จางลงเองหลังคลอด
- เจริญอาหารมากขึ้น: เมื่ออาการคลื่นไส้อาเจียนหายไป คุณแม่จะเริ่มทานอาหารได้อร่อยและหลากหลายขึ้น ทำให้น้ำหนักตัวพุ่งขึ้นเร็วในช่วงไตรมาสนี้
3. อาการคนท้องไตรมาสที่ 3 (สัปดาห์ที่ 28-40)
ช่วง 3 เดือนก่อนคลอดถือเป็นช่วงโค้งสุดท้าย ทารกในครรภ์จะเติบโตอย่างรวดเร็วจนเต็มพื้นที่ในครรภ์ มดลูกที่ขยายใหญ่เต็มที่จะไปเบียดอวัยวะภายในของคุณแม่ ช่วงนี้คุณแม่จะกลับมารู้สึกอึดอัดและเหนื่อยง่ายอีกครั้ง สำหรับอาการที่จะเจอมีดังนี้
- แน่นท้อง หายใจไม่สะดวก: เมื่อมดลูกโตขึ้นจะดันกะบังลมขึ้นมา ทำให้คุณแม่อึดอัด หายใจถี่ สั้น ทานอาหารได้น้อยลงแต่หิวบ่อยขึ้น
- ปัสสาวะบ่อยระลอกใหม่: เมื่อเข้าสู่ช่วงใกล้คลอด หัวของทารกจะเริ่มเคลื่อนลงต่ำมาอยู่ที่อุ้งเชิงกรานและไปกดทับกระเพาะปัสสาวะโดยตรง คุณแม่จึงต้องลุกเข้าห้องน้ำบ่อยกว่าช่วงเวลาอื่น โดยเฉพาะเวลากลางคืน
- มือเท้าบวมและริดสีดวงทวาร: เกิดจากมดลูกไปกดทับเส้นเลือดใหญ่ ทำให้ระบบไหลเวียนเลือดส่วนล่างกลับสู่หัวใจช้าลง ประกอบกับอาการท้องผูกที่รุนแรงขึ้นจากลำไส้ที่ถูกเบียด
- นอนไม่หลับ: เมื่อท้องโตขึ้น จะทำให้หาท่านอนที่สบายยาก ประกอบกับอาการปวดหลัง และการที่ลูกชอบดิ้นแรงชวนตื่นในช่วงกลางคืนอาจทำให้คุณแม่หลายคนนอนไม่หลับ
- เจ็บครรภ์เตือน (หรืออาการท้องแข็ง): ถือเป็นอาการคนท้องใกล้คลอดที่พบได้บ่อยที่สุด เป็นช่วงที่มดลูกเริ่มบีบเป็นระยะๆ เพื่อฝึกซ้อมก่อนถึงวันคลอดจริง อาการนี้จะปวดไม่สม่ำเสมอและหายไปเองเมื่อคุณแม่เปลี่ยนท่าทางหรือนั่งพัก
แล้วมีอาการคนท้องไม่รู้ตัวไหม?
ในทางการแพทย์ ภาวะการตั้งครรภ์โดยไม่รู้ตัวนั้นสามารถเกิดขึ้นได้จริง โดยที่คุณแม่ก็ไม่ทราบว่าตนเองกำลังตั้งครรภ์อยู่จนกระทั่งเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายหรือช่วงใกล้ถึงกำหนดคลอด ภาวะนี้มักพบในผู้หญิงที่มีรอบเดือนมาไม่สม่ำเสมอเป็นทุนเดิม มีภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS) หรือในกลุ่มที่ใช้ยาฝังคุมกำเนิดแล้วเกิดความผิดพลาด
นอกจากนี้ การที่ไม่มีอาการแพ้ท้องเกิดขึ้นบ่อย ๆ หรือทารกในครรภ์มีขนาดตัวที่เล็กและเกาะอยู่ทางด้านหลังของมดลูกจนทำให้หน้าท้องไม่ขยายใหญ่ขึ้น ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คุณแม่ละเลยและคิดว่าอาการล้าหรือน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยนั้นเกิดจากวิถีชีวิตประจำวันหรือความเครียดสะสมได้เช่นกัน
มีอาการเหมือนคนท้องแต่ตรวจไม่ขึ้น เกิดจากอะไร?
สำหรับใครที่มีอาการเหมือนคนท้องแต่ตรวจไม่ขึ้น ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากระดับฮอร์โมน HCG ต่ำเกินไป เนื่องจากคุณแม่บางคนตรวจเร็วเกินไปหรืออาจเกิดจากพฤติกรรมบางอย่าง เช่น ดื่มน้ำมากเกินไปก่อนตรวจจนทำให้ปัสสาวะเจือจาง นอกจากนี้ยังเกิดจากระดับฮอร์โมนแปรปรวนก่อนมีประจำเดือน (PMS) รวมถึงความเครียดและวิตกกังวลที่มากเกินไป จนทำให้เกิดภาวะท้องเทียมที่ร่างกายแสดงอาการออกมาคล้ายคนท้อง ทั้งคลื่นไส้ อ่อนเพลีย หรือประจำเดือนเลื่อน ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ตั้งครรภ์จริง
มีแบบทดสอบอาการคนท้องให้ลองทำบ้างไหม?
เพื่อให้คุณแม่ที่กำลังลุ้นอยู่ได้ลองเช็คอาการคนท้องด้วยตัวเอง เราได้รวบรวมแบบทดสอบอาการคนท้องมาให้ลองทำดู โดยให้คุณแม่ลองนับคะแนนตามความเป็นจริงเพื่อประเมินความน่าจะเป็นได้ตามคำถามด้านล่างนี้เลย
แบบทดสอบ: เช็กอาการคนท้องเบื้องต้น
ร่วมประเมินสัญญาณเตือนทางร่างกาย เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงในการตั้งครรภ์เบื้องต้นด้วยตัวเอง
การประเมินผลคะแนนเบื้องต้น
- มีอาการ 1-3 ข้อ: อาจเป็นอาการก่อนมีประจำเดือน (PMS) หรือความเครียดทั่วไป แนะนำให้สังเกตร่างกายต่ออีก 1 สัปดาห์
- มีอาการ 4-6 ข้อ: มีแนวโน้มก้ำกึ่ง ร่างกายเริ่มมีความเปลี่ยนแปลงที่เด่นชัด แนะนำให้ซื้อชุดตรวจครรภ์มาเตรียมไว้เลย
- มีอาการ 7 ข้อขึ้นไป: มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะตั้งครรภ์ แนะนำให้ใช้ชุดตรวจครรภ์ตรวจด้วยปัสสาวะแรกในตอนเช้า หรือไปพบแพทย์เพื่อเจาะเลือดตรวจเพื่อความแม่นยำ
แล้วคุณแม่ควรรับมือกับอาการคนท้องอย่างไรบ้าง?
การรับมือกับอาการเปลี่ยนแปลงของร่างกายในช่วงตั้งครรภ์อย่างถูกวิธี จะช่วยบรรเทาความอึดอัดและทำให้คุณแม่ใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุขขึ้น สำหรับแนวทางปฏิบัติตัวง่าย ๆ ที่เราอยากแนะนำมีดังนี้
- แบ่งอาหารทานเป็นมื้อย่อย ๆ วันละ 5-6 มื้อ: หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด ของทอด หรือของมันที่มีกลิ่นฉุน ลองจิบน้ำขิงอุ่น ๆ หรือทานแครกเกอร์ชิ้นเล็ก ๆ ทันทีหลังตื่นนอนก่อนลุกจากเตียง จะช่วยลดอาการพะอืดพะอมตอนเช้าได้ดีมาก ๆ
- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ: อย่างน้อยวันละ 8-9 ชั่วโมง และสามารถหาเวลาฝันหวานงีบสั้น ๆ ช่วงกลางวันประมาณ 15-30 นาที หลีกเลี่ยงการยกของหนักหรือการยืนทำงานเป็นเวลานาน
- เลือกสวมรองเท้าส้นแบนที่ซัพพอร์ตเท้า: นอกจากเปลี่ยนรองเท้าที่ใส่แล้ว หลีกเลี่ยงการนั่งไขว่ห้างหรือยืนท่าเดิมนานๆ ก่อนนอนอาจใช้วิธียืดเหยียดกล้ามเนื้อน่องเบา ๆ หรือประคบอุ่นบริเวณที่ปวด รวมถึงใช้หมอนสำหรับคนท้องเพื่อรองรับหน้าท้องและหลังขณะนอนตะแคงด้วย
- ทานอาหารที่เหมาะกับคนท้อง: ทั้งการดื่มน้ำสะอาดในปริมาณที่เพียงพอระหว่างวัน แต่ลดการดื่มน้ำก่อนเข้านอน 1-2 ชั่วโมง เพื่อจะได้ไม่ต้องลุกมาเข้าห้องน้ำกลางดึกบ่อย ๆ พร้อมทั้งเน้นทานอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ผัก ผลไม้ และธัญพืช เพื่อป้องกันอาการท้องผูกและริดสีดวงทวาร
- ดูแลผิวพรรณและอาการคัดตึงเต้านม: เปลี่ยนมาสวมใส่บราสำหรับคนท้องที่ไม่มีโครงเพื่อลดการกดทับและรองรับขนาดเต้านมที่ขยายขึ้น ส่วนผิวหน้าท้องที่เริ่มตึงและคัน หมั่นทาครีมบำรุงหรือออยล์สูตรอ่อนโยนเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและลดการแตกแห้งของผิว
สุดท้ายนี้ การเฝ้าสังเกตอาการคนท้องอย่างสม่ำเสมอไม่เพียงแต่ช่วยให้คุณแม่มั่นใจในสัญญาณชีพใหม่ที่กำลังเติบโตเท่านั้น แต่ยังเตือนให้คุณแม่ตระหนักถึงการดูแลตัวเองอย่างจริงจัง เมื่อตรวจพบการตั้งครรภ์หรือมีอาการบ่งชี้ที่ชัดเจน คุณแม่ควรรีบไปพบแพทย์ที่คลินิกฝากครรภ์เพื่อเข้ารับการฝากครรภ์ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะการดูแลภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญอย่างถูกต้องและรวดเร็ว จะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน อีกทั้งช่วยดูแลสุขภาพของทั้งคุณแม่และเจ้าตัวเล็กในครรภ์ให้แข็งแรงปลอดภัยไปจนถึงวันคลอดด้วย
