การคุมกำเนิดมีกี่วิธี เลือกคุมกำเนิดแบบไหนดี

การคุมกำเนิดมีกี่วิธี การเลือกคุมกำเนิด

การคุมกำเนิดแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ การคุมกำเนิดแบบถาวร หรือการทำหมัน และการคุมกำเนิดแบบชั่วคราว ซึ่งบทความนี้ ดับเบิ้ลยูไลฟ์ คลินิกสูตินรีเวช จะพาคุณไปรู้จักวิธีการคุมกำเนิดแต่ละแบบ เพื่อให้คุณทราบความแตกต่าง และแบบไหนที่เหมาะกับตัวเองครับ

สุขภาพผู้หญิง เรื่องใกล้ตัว
ดูแลได้ทุกช่วงวัย

บริการตรวจและรักษาอาการเจ็บป่วยทางนรีเวช ตรวจติดเชื้อ คัดกรองมะเร็งปากมดลูก ให้คำปรึกษาเรื่องประจำเดือน ฮอร์โมน และการคุมกำเนิด โดยทีมแพทย์ที่เป็นกันเอง

การคุมกำเนิดแบบถาวร 

การคุมกำเนิดแบบถาวร หรือการทำหมัน คือวิธีการคุมกำเนิดตลอดชีวิตที่ไม่สามารถกลับมาตั้งครรภ์เองได้อีก กระบวนการจึงมักเป็นการผ่าตัด แต่สามารถทำได้ง่าย ปลอดภัย และยังไม่เสี่ยงกับผลข้างเคียงของการใช้ฮอร์โมน สามารถทำได้ทั้งฝ่ายชาย และฝ่ายหญิง อย่างไรก็ตามเมื่อติดตามผู้ป่วยเพศหญิงหลังทำหมันไป 10 ปี พบว่ามีโอกาสการตั้งครรภ์เกิดขึ้นได้ราว 0.5% อ้างอิงข้อมูลจากบทความของ AAFP(American Family Physician) ดังนั้นหากขาดประจำเดือน หรือมีอาการของการตั้งครรภ์ ต้องตรวจปัสสาวะยืนยันเสมอ แม้จะทำหมันไปแล้ว

  • การทำหมันหญิง คือการทำให้ท่อนำไข่อุดตัน เพื่อป้องกันไม่ให้อสุจิเดินทางมาผสมกับไข่ โดยวิธีผ่าตัดมีทั้งแบบเปิดหน้าท้อง และส่องกล้อง
  • การทำหมันชาย คือการตัดและผูกท่อทางเดินของอสุจิ เพื่อไม่ให้อสุจิถูกหลั่งออกมาภายนอกขณะร่วมเพศ แต่ทั้งนี้อัณฑะยังคงผลิตน้ำเชื้อและฮอร์โมนเพศเหมือนเดิม

การคุมกำเนิดแบบชั่วคราว 

การคุมกำเนิดชั่วคราว คือวิธีการคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพในช่วงระยะเวลาหนึ่ง และสามารถกลับมาตั้งครรภ์ได้เมื่อหยุดใช้ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ยังต้องการจะมีบุตรในอนาคต แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือการคุมกำเนิดระยะสั้น และระยะยาว

1. การคุมกำเนิดระยะสั้น (Short acting)

คือวิธีการที่มีระยะเวลาการคุมกำเนิดน้อยกว่า 1 ปี ได้แก่ การรับประทานยาคุมกำเนิด การฉีดยาคุมกำเนิดเข้ากล้ามเนื้อ การใช้แผ่นแปะคุมกำเนิด การใช้ถุงยางอนามัย และการนับวันปลอดภัย โดยผู้ใช้จะต้องปฏิบัติตามวิธีการอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด อัตราการล้มเหลวของวิธีเหล่านี้จึงสูงกว่าการคุมกำเนิดระยะยาว โดยพบว่าอัตราการล้มเหลวของฮอร์โมนคุมกำเนิดจะอยู่ที่ 5-10% ส่วนการใส่ถุงยางอนามัยพบว่าอัตราการล้มเหลวสูงถึง 20%

  • การรับประทานยาคุมกำเนิด (Oral Contraceptive Pills: OCPs) เป็นวิธีคุมกำเนิดที่ใช้ฮอร์โมนเพื่อยับยั้งการตกไข่ และทำให้สภาพแวดล้อมภายในมดลูกไม่เหมาะสมต่อการตั้งครรภ์ แพทย์มักแนะนำให้รับประทานยาในเวลาเดียวกันทุกวันอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดอยู่ในระดับสูง หากรับประทานไม่ตรงเวลาหรือลืมรับประทาน อาจทำให้ประสิทธิภาพลดลงและเพิ่มความเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ได้
  • การฉีดยาคุมกำเนิด (Contraceptive Injection / Injectable Contraception) เป็นการคุมกำเนิดด้วยฮอร์โมนโดยฉีดเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งจะช่วยยับยั้งการตกไข่ และทำให้มูกบริเวณปากมดลูกมีความหนืดมากขึ้น ส่งผลให้อสุจิเคลื่อนผ่านเข้าสู่โพรงมดลูกได้ยาก โดยทั่วไปผู้ใช้จำเป็นต้องมารับการฉีดยาซ้ำทุก 1–3 เดือนตามชนิดของยา เพื่อให้การคุมกำเนิดมีประสิทธิภาพต่อเนื่อง
  • การใช้แผ่นแปะคุมกำเนิด (Contraceptive Patch) เป็นแผ่นแปะที่มีฮอร์โมนคุมกำเนิด ซึ่งสามารถดูดซึมผ่านผิวหนังเข้าสู่กระแสเลือด และออกฤทธิ์ยับยั้งการตกไข่ วิธีนี้ถือว่าใช้งานสะดวก เพียงแปะแผ่นบนผิวหนังบริเวณที่เหมาะสมและเปลี่ยนตามระยะเวลาที่กำหนด อย่างไรก็ตาม แพทย์มักแนะนำให้ใช้อย่างสม่ำเสมอและถูกวิธีเพื่อให้ได้ผลในการคุมกำเนิดที่ดี
  • การใช้ถุงยางอนามัย (Male Condom) เป็นวิธีคุมกำเนิดแบบกั้น (Barrier Method) ที่ช่วยป้องกันไม่ให้อสุจิเข้าสู่ช่องคลอด และยังช่วยลดความเสี่ยงของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ด้วย แพทย์แนะนำให้สวมถุงยางอนามัยอย่างถูกต้องทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันทั้งการตั้งครรภ์และการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์

แต่อย่างไรก็ตาม การใช้ถุงยางอนามัยยังช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ จึงแนะนำให้ใช้ร่วมด้วยเสมอ โดยเฉพาะเมื่อมีเพศสัมพันธ์ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อสูง

2. การคุมกำเนิดระยะยาว (Long Acting Reversible Contraception: LARC)

คือวิธีการคุมกำเนิดที่สามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้นานเกิน 1 ปี ได้แก่ การใส่ห่วง และการฝังยาคุม วิธีการเหล่านี้มีประสิทธิภาพสูงโดยมีอัตราการล้มเหลวเพียง 0.05–0.8% ซึ่งใกล้เคียงกับการทำหมันหญิงเลยทีเดียว

  • การใส่ห่วงคุมกำเนิด (Intrauterine device: IUD) เป็นเครื่องมือชิ้นเล็ก ๆ สำหรับใส่เข้าไปในโพรงมดลูก เพื่อทำให้สภาพในโพรงมดลูกไม่เหมาะแก่การฝังตัว ในปัจจุบันห่วงอนามัยมี 2 ประเภท ได้แก่
    • ห่วงหุ้มทองแดง (Copper IUDs) เป็นห่วงคุมกำเนิดที่มีขดลวดทองแดง ซึ่งประจุของทองแดงจะถูกปล่อยออกมาทีละน้อย และยับยั้งการฝังตัว อายุการใช้งานจะอยู่ที่ 5–10 ปี ขึ้นอยู่กับปริมาณทองแดงในห่วง เนื่องจากห่วงทองแดงไม่มีฮอร์โมนเป็นส่วนประกอบ ผู้ใช้จึงมีประจำเดือนตามปกติ และยังไม่มีความเสี่ยงจากการฮอร์โมนอีกด้วย ข้อเสียของห่วงประเภทนี้คืออาจทำให้ปวดท้องประจำเดือนมากขึ้น โดยเฉพาะคนที่มีประจำเดือนมามากครับ
    • ห่วงฮอร์โมน (Progestin-containing IUDs) เป็นห่วงคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนโปรเจสตินซึ่งออกฤทธิ์ให้เยื่อบุโพรงมดลูกบางตัวลงจนไม่สามารถเกิดการตั้งครรภ์ได้ อายุการใช้งานจะอยู่ที่ 5 ปี ผู้ใช้จึงไม่มีประจำเดือน และไม่ปวดท้องประจำเดือนด้วย
  • การฝังยาคุมกำเนิด (Contraceptive Implant) เป็นการฝังหลอดยาขนาดเล็กเข้าใต้ผิวหนังบริเวณท้องแขน โดยแท่งยาจะมีฮอร์โมนโปรเจสติน ซึ่งจะค่อย ๆ ดูดซึม และไปยับยั้งการตกไข่ นับเป็นการคุมกำเนิดที่ประสิทธิภาพสูงสุด โดยมีระยะเวลาที่คุมได้ 3 – 5 ปีขึ้นอยู่กับยี่ห้อของยาฝังที่ใช้

ความแตกต่างของการคุมกำเนิดระยะยาวแต่ละแบบ

เพื่อให้เข้าใจง่าย ดับเบิ้ลยูไลฟ์คลินิก ได้สรุปข้อแตกต่างของการคุมกำเนิดระยะยาวไว้ในตารางนี้ หากสนใจเข้ารับคำปรึกษา หรือบริการคุมกำเนิดที่ได้มาตรฐาน ประสิทธิภาพสูง สามารถเข้ามาตรวจได้ครับ

ห่วงทองแดงห่วงฮอร์โมนยาฝังคุมกำเนิด
ประสิทธิภาพ99.2%99.8%99.9%
ระยะเวลาคุมกำเนิด5 – 10 ปี5 ปี3 – 5 ปี
ราคา3,990 บาท10,900 บาท5,500 บาท
รายละเอียดแพคเกจ– อัลตราซาวด์มดลูกรังไข่
– ฉีดยาชา และให้ยาแก้ปวด
– ใส่ห่วงทองแดง
– นัดเช็คสายห่วงฟรี 1 ครั้ง
– อัลตราซาวด์มดลูกครั้งไข่
– ฉีดยาชา และให้ยาแก้ปวด
– ใส่ห่วงฮอร์โมน
– นัดเช็คสายห่วง 3 สัปดาห์
– ฉีดยาชา
– ฝังยาคุมกำเนิด
– นัดดูแผลฝังยา
ผลต่อประจำเดือน– ประจำเดือนเหมือนเดิม
– อาจปวดท้องมากขึ้นในคนที่ประจำเดือนเดิมมาก
– ประจำเดือนไม่มา
– ปวดท้องประจำเดือนลดลง
– เลือดออกกะปริบกะปรอย
– ปวดท้องลดลง
– ป้องกันช็อกโกแลตซีสต์
ตารางความแตกต่างของการคุมกำเนิดระยะยาวแต่ละแบบ

เมื่อได้รู้วิธีการคุมกำเนิดมีกี่แบบแล้วก็จะสามารถเลือกวิธีการคุมกำเนิดที่เหมาะสมกับตัวเองได้ การคุมกำเนิดมีความสำคัญอย่างมากสำหรับการวางแผนครอบครัวเพื่อให้มีลูกในเวลาที่พร้อม หรือใช้เว้นระยะจากมีตั้งครรภ์เพื่อไม่ให้มีลูกถี่เกินไปซึ่งะทำให้คุณแม่ไม่ได้พักผ่อน รวมถึงป้องกันการตั้งครรภ์ด้วยเหตุผลทางการแพทย์หรือพันธุกรรม หากต้องการคุมกำเนินระยะยาวกับทางดับเบิ้ลยูไลฟ์คลีนิกสามารถโทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือแชทปรึกษากับคุณหมอทางไลน์ได้ที่ช่องทางด้านล่างได้เลยค่ะ

ช่องทางนัดหมายแพทย์