ตรวจสุขภาพผู้สูงอายุ ทำไมต้องตรวจเป็นประจำ ควรตรวจอะไรบ้าง

เมื่ออายุมากขึ้น หลายคนจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าร่างกายเริ่มเปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นระดับฮอร์โมนที่ลดลง การทำงานของตับและไตที่อาจไม่แข็งแรงเหมือนเมื่อก่อน ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของโรคต่าง ๆ ที่มักจะไม่มีอาการชัดเจนในระยะแรก หลายคนจึงอาจไม่รู้ตัวว่าร่างกายกำลังเสี่ยงต่อโรคอยู่
การตรวจสุขภาพผู้สูงอายุเป็นประจำ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง จึงเป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยป้องกันได้ดีทั้งตัวคุณเองไปจนถึงครอบครัวด้วย เพราะในปัจจุบัน “ผู้สูงอายุ” ผู้ที่อายุมากกว่า 60 ปี มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังต่าง ๆ รวมถึงโรคมะเร็งสูงขึ้น การตรวจร่างกายผู้สูงอายุอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากเพื่อให้สามารถหาแนวทางดูแลสุขภาพและป้องกันการเกิดโรคตั้งแต่เนิ่น ๆ ได้ครับ
สุขภาพผู้หญิง เรื่องใกล้ตัว
ดูแลได้ทุกช่วงวัย
บริการตรวจและรักษาอาการเจ็บป่วยทางนรีเวช ตรวจติดเชื้อ คัดกรองมะเร็งปากมดลูก ให้คำปรึกษาเรื่องประจำเดือน ฮอร์โมน และการคุมกำเนิด โดยทีมแพทย์ที่เป็นกันเอง
ดับเบิ้ลยูไลฟ์ คลินิกเฉพาะทางสูตินรีวช เชี่ยวชาญการตรวจและประเมินอาการทางนรเวช กรุงเทพมหานครฯ
โรคที่มักพบบ่อยในผู้สูงอายุ มีอะไรบ้าง
จากผลการตรวจสุขภาพผู้สูงอายุและตรวจร่างกายผู้สูงอายุโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) โรคที่พบบ่อยในกลุ่มผู้สูงอายุมักสัมพันธ์กับภาวะความเสื่อมที่เกิดจากการสะสมตั้งแต่วัยหนุ่มสาวหรือวัยทำงาน แต่ไม่ได้รับการรักษาหรือการดูแลอย่างต่อเนื่อง ได้แก่
- โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด หรือโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ
- โรคเบาหวาน และภาวะดื้ออินซูลิน
- อาการสับสนและสูญเสียความทรงจำ ภาวะสมองเสื่อม และโรคอัลไซเมอร์
- ภาวะนอนไม่หลับ โรคซึมเศร้า
- ปัญหาการกลั้นการขับถ่ายไม่อยู่
- ปัญหาการได้ยิน
- โรคมะเร็งชนิดต่าง ๆ ที่พบบ่อยขึ้นตามอายุที่มากขึ้น
สำหรับโรคมะเร็งในผู้สูงอายุ มักจะมีแนวโน้มพบได้บ่อย เพราะเป็นโรคที่เกิดจากการแบ่งเซลล์ผิดปกติในผู้สูงอายุ ทำให้กลายเป็นเซลล์ต้นกำเนิดมะเร็งขึ้นมานั่นเอง
โปรแกรมตรวจสุขภาพผู้สูงอายุ ควรตรวจอะไรบ้าง?
การตรวจสุขภาพผู้สูงอายุที่ดีควรครอบคลุมทั้งการส่งเสริมสุขภาพทั่วไป การป้องกันโรค การคัดกรองโรคที่เกิดจากความเสื่อม และการตรวจหาโรคมะเร็งในระยะเริ่มต้น เพราะโรคในผู้สูงอายุมักไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะต้น หากไม่ได้รับการตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ อาจลุกลามจนรักษาได้ยากหรือมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
1. การตรวจร่างกายทั่วไป
การตรวจสุขภาพผู้สูงอายุควรเริ่มจากการประเมินสภาพร่างกายโดยรวม เพื่อดูว่ามีความผิดปกติที่ต้องติดตามหรือไม่ รวมถึงใช้เป็นข้อมูลเปรียบเทียบกับผลตรวจครั้งก่อน ๆ เพื่อประเมินแนวโน้มสุขภาพ
- การตรวจความดันโลหิต ชีพจร อัตราการหายใจ น้ำหนัก และส่วนสูง เพื่อตรวจหาความผิดปกติหรือสัญญาณเตือนของโรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น ความดันโลหิตสูงหรือการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัวที่บ่งบอกถึงโรคเรื้อรังหรือภาวะทุพโภชนาการ
- การตรวจวัดสายตาและการได้ยิน เพื่อประเมินการมองเห็นและการรับเสียง เนื่องจากปัญหาสายตาหรือการได้ยินที่ถดถอยอาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุหรือตัดขาดจากสังคม
- การตรวจสุขภาพฟันและช่องปาก เพื่อดูว่ามีฟันผุ เหงือกอักเสบ หรือปัญหาการบดเคี้ยวอาหารหรือไม่ เพราะปัญหาสุขภาพช่องปากส่งผลโดยตรงต่อภาวะโภชนาการและสุขภาพโดยรวม
- การตรวจสมรรถนะการเคลื่อนไหวและสมดุล เพื่อประเมินความเสี่ยงต่อการหกล้ม ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญในผู้สูงอายุ เพราะการหกล้มอาจทำให้เกิดกระดูกหักหรือภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
- การประเมินสุขภาพจิตและสภาวะสมอง โดยเฉพาะการประเมินความจำ สมาธิ และอารมณ์ เพื่อค้นหาภาวะสมองเสื่อม โรคอัลไซเมอร์ หรือโรคซึมเศร้าในระยะเริ่มต้น เนื่องจากปัญหาเหล่านี้มักไม่ถูกสังเกตเห็นจนกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การตรวจประเมินอย่างสม่ำเสมอช่วยให้สามารถวางแผนดูแลและรักษาได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ
2. การตรวจสุขภาพผู้สูงอายุทางห้องปฏิบัติการ
การตรวจสุขภาพผู้สูงอายุทางห้องปฏิบัติการและการตรวจภาพรังสีช่วยประเมินการทำงานของอวัยวะสำคัญ ซึ่งมักเสื่อมลงโดยที่ยังไม่แสดงอาการใด ๆ
- ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count หรือ CBC) เพื่อดูภาวะโลหิตจาง การติดเชื้อเรื้อรัง หรือความผิดปกติของระบบเลือด
- ระดับน้ำตาลในเลือด (Blood Sugar) และไขมันในเลือด (Lipid Profile) เพื่อประเมินความเสี่ยงโรคเบาหวานและโรคหลอดเลือดหัวใจ รวมถึงติดตามผลการควบคุมอาหารและการใช้ยา
- การทำงานของตับ (Liver Function Test) เพื่อดูว่าตับยังทำงานได้ดีหรือไม่ สามารถตรวจพบโรคตับเรื้อรังหรือตับอักเสบที่ยังไม่แสดงอาการ
- การทำงานของไต (Creatinine) เพื่อประเมินการทำงานของไต ซึ่งมักเสื่อมลงตามอายุหรือเกิดจากโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวานและความดันโลหิตสูง
- ระดับฮอร์โมนไทรอยด์ (Thyroid Function Test) หรือการตรวจฮอร์โมนกระตุ้นต่อมไทรอยด์ (TSH) เพื่อค้นหาภาวะไทรอยด์ทำงานผิดปกติ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือซึมเศร้าโดยไม่ทราบสาเหตุ
- การตรวจวัดค่ามวลกระดูก (Bone Mineral Density) เพื่อประเมินภาวะกระดูกพรุนซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของกระดูกหักเมื่อหกล้มหรือเกิดอุบัติเหตุเล็กน้อย
- คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram หรือ EKG) เพื่อตรวจหาความผิดปกติของจังหวะการเต้นหัวใจ หลอดเลือดหัวใจขาดเลือด หรือโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะซึ่งพบบ่อยในผู้สูงอายุ
- เอกซเรย์ปอด (Chest X-Ray) เพื่อดูโครงสร้างของปอดและหัวใจ สามารถตรวจพบภาวะปอดอักเสบ หัวใจโต หรือโรคหลอดเลือดหัวใจบางชนิดได้
3. การตรวจคัดกรองโรคมะเร็ง
การตรวจคัดกรองโรคมะเร็งมีความสำคัญอย่างยิ่งในการตรวผู้สูงอายุ เพราะมะเร็งหลายชนิดไม่มีอาการในระยะแรก หากตรวจพบได้เร็วจะมีโอกาสรักษาให้หายขาดหรือควบคุมโรคได้ดีกว่ามาก
สำหรับผู้สูงอายุผู้หญิง
- มะเร็งปากมดลูก ตรวจภายในเพื่อคัดกรองเซลล์ผิดปกติ (Pap Smear) ร่วมกับการตรวจหาเชื้อเอชพีวี (HPV Test) และการส่องกล้องมะเร็งปากมดลูกในกรณีที่พบความผิดปกติ
- มะเร็งมดลูกและรังไข่ ตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้องหรือทางช่องคลอดเพื่อดูโครงสร้างของมดลูกและรังไข่ รวมทั้งตรวจค่าบ่งชี้มะเร็งกรณีที่พบก้อนหรือสิ่งผิดปกติ เพื่อยืนยันและวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสม
- มะเร็งเต้านม ตรวจภาพรังสีเต้านม (Mammogram) เป็นวิธีมาตรฐานสำหรับผู้หญิงอายุ 40 ปีขึ้นไป เพื่อค้นหาก้อนเนื้อหรือความผิดปกติในเต้านมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
- มะเร็งทางเดินอาหาร ตรวจอุจจาระเพื่อดูว่ามีเลือดปนหรือไม่, ส่องกล้องทางเดินอาหารเพื่อหาติ่งเนื้อหรือก้อนเนื้อที่เสี่ยงกลายเป็นมะเร็ง และตรวจค่าบ่งชี้มะเร็ง Carcinoembryonic antigen (CEA) เพื่อใช้ติดตามความผิดปกติ
สำหรับผู้สูงอายุผู้ชาย
- มะเร็งต่อมลูกหมาก ตรวจค่ามะเร็ง Prostate Specific Antigen (PSA) ในเลือด สำหรับผู้ชายอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือ 40 ปีขึ้นไปหากมีประวัติครอบครัว การตรวจพบแต่เนิ่น ๆ เพิ่มโอกาสรักษาให้หายขาดได้อย่างมาก หากต้องการตรวจเฉพาะทางนี้ แนะนำให้พบแพทย์อายุรกรรมหรือศัลยกรรมระบบปัสสาวะ
การตรวจคัดกรองมะเร็งชนิดอื่น ๆ
- มะเร็งปอด ตรวจภาพรังสีทรวงอก (Chest X-ray) เพื่อค้นหาความผิดปกติของปอดในระยะแรก โดยเฉพาะผู้ที่สูบบุหรี่หรือเคยสัมผัสมลพิษทางอากาศเป็นเวลานาน
- มะเร็งตับและทางเดินน้ำดี ตรวจค่าการทำงานของตับ (Liver function test) และอัลตราซาวด์ช่องท้อง เพื่อค้นหาก้อนเนื้อหรือตับแข็งที่อาจพัฒนาเป็นมะเร็ง โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติตับอักเสบเรื้อรังหรือดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
การตรวจสุขภาพเฉพาะทางสำหรับผู้หญิงวัยสูงอายุ
นอกจากการตรวจทั่วไปข้างต้น ผู้หญิงที่เข้าสู่วัยทองหรืออายุ 50 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจเพิ่มเติมในด้านสุขภาพและฮอร์โมนผู้หญิงโดยเฉพาะ เนื่องจากร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนที่ส่งผลต่อสุขภาพหลายด้านพร้อมกัน โดยการตรวจสุขภาพผู้สูงอายุผู้หญิงที่แนะนำ ได้แก่
- ระดับฮอร์โมนเพศหญิง (FSH, Estradiol) ประเมินภาวะวัยทองและความเสี่ยงกระดูกพรุนจากฮอร์โมนที่ลดลง
- อัลตราซาวด์มดลูกและรังไข่ทางช่องคลอด ตรวจหาเนื้องอก ถุงน้ำ หรือความผิดปกติของมดลูกและรังไข่
- ค่าบ่งชี้มะเร็งรังไข่ (CA125, HE4) สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงหรือพบความผิดปกติจากอัลตราซาวด์
หมายเหตุ: สำหรับผู้ที่สนใจตรวจสุขภาพผู้สูงอายุกับ Wlife รายการเหล่านี้รวมอยู่ในแพ็กเกจ Pro และ Pro+ ของเรา ซึ่งออกแบบมาเฉพาะสำหรับผู้หญิงวัยสูงอายุโดยสูตินรีแพทย์
ตัวอย่างแพ็กเกจตรวจสุขภาพผู้สูงอายุ
Basic | Pro | Pro+ |
|---|---|---|
2,690 บาท | 3,890 บาท | 6,990 บาท |
|
|
|
ดูรายการตรวจแบบครบถ้วน เงื่อนไขการเตรียมตัว และวิธีนัดหมายได้ที่
การเตรียมตัวก่อนตรวจสุขภาพผู้สูงอายุ
เมื่อรู้จักกับโปรแกรมตรวจร่างกายผู้สูงอายุกันไปแล้ว อีกสิ่งที่อย่ามองข้ามเด็ดขาดนั่นคือการเตรียมตนเองให้พร้อมเพื่อให้ผลตรวจออกมาถูกต้อง แม่นยำ บ่งบอกถึงสุขภาพได้ชัดเจนมากที่สุด
- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ โดยเฉพาะคืนก่อนเข้ารับการตรวจ ควรนอนอย่างน้อย 6–8 ชั่วโมง เพราะการพักผ่อนที่ไม่เพียงพออาจส่งผลให้ความดันโลหิต หัวใจ และระดับฮอร์โมนผิดปกติ ทำให้ผลตรวจคลาดเคลื่อน
- งดอาหารและน้ำดื่ม (จิบน้ำเปล่าได้) 8–10 ชั่วโมง ก่อนการตรวจระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด เนื่องจากอาหารและเครื่องดื่มที่เพิ่งรับประทานจะทำให้ระดับน้ำตาลและไขมันสูงชั่วคราว ซึ่งอาจทำให้ผลตรวจไม่สะท้อนค่าจริงของร่างกาย
- กรณีมียาที่ใช้ประจำ ต้องแจ้งแพทย์หรือพยาบาลล่วงหน้า เพื่อพิจารณาว่าจำเป็นต้องหยุดยาก่อนตรวจหรือไม่ ยาบางชนิด เช่น ยาลดน้ำตาลในเลือด ยาลดไขมัน หรือยาความดันโลหิต อาจส่งผลต่อค่าตรวจโดยตรงหรือทำให้ผลบางอย่างคลาดเคลื่อน การแจ้งให้ทราบจะช่วยให้แพทย์ตีความผลได้ถูกต้องและปรับแผนตรวจหรือการใช้ยาได้อย่างปลอดภัย
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตรวจสุขภาพผู้สูงอายุ
ตรวจสุขภาพผู้สูงอายุควรตรวจบ่อยแค่ไหน?
แนะนำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือบ่อยกว่านั้นหากมีโรคเรื้อรังที่ต้องติดตาม เช่น เบาหวาน ความดันสูง หรือโรคไต
ผู้หญิงวัยทองจำเป็นต้องตรวจฮอร์โมนด้วยไหม?
แนะนำให้ตรวจ โดยเฉพาะถ้ามีอาการร้อนวูบวาบ นอนไม่หลับ อารมณ์แปรปรวน หรือปวดข้อที่อาจเกิดจากฮอร์โมนที่ลดลง การตรวจ FSH และ Estradiol ช่วยให้แพทย์วางแผนดูแลได้ถูกจุด
ตรวจสุขภาพกับคลินิกนรีเวชได้เลยไหม หรือต้องไปโรงพยาบาล?
ได้เลย สำหรับผู้หญิง การตรวจที่คลินิกนรีเวชเฉพาะทางได้เปรียบตรงที่แพทย์ผู้ชำนาญการด้านสุขภาพผู้หญิงโดยตรง ทั้งการตรวจภายใน ฮอร์โมน และอัลตราซาวด์มดลูกรังไข่ ในนัดเดียวกัน
ผลตรวจออกกี่วัน?
ผลเลือดทั่วไปทราบได้ภายใน 1-3 วันทำการ ผลพิเศษบางรายการ เช่น Pap Smear หรือค่าบ่งชี้มะเร็ง อาจใช้เวลา 5-7 วัน
โรคที่พบในผู้สูงอายุแต่ละคนไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับประวัติสุขภาพ พฤติกรรม และปัจจัยเสี่ยงส่วนตัว ฉะนั้นรายการตรวจที่เหมาะที่สุดควรมาจากการประเมินโดยแพทย์ ไม่ใช่การเลือกเองตามที่อ่านพบ
หากกำลังมองหาแพ็กเกจตรวจสุขภาพสำหรับผู้หญิงวัยสูงอายุโดยเฉพาะ W-life Clinic มีสูตินรีแพทย์เฉพาะทางพร้อมให้คำปรึกษา ตรวจและประเมินผลในนัดเดียว
