อยากรู้เพศลูก ดูได้ตอนกี่เดือน มีวิธีทายเพศลูกกี่แบบ

ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อคุณแม่มือใหม่หรือผ่านการมีลูกมาแล้วก็ตาม แต่เมื่อตรวจความพร้อมมีบุตรแล้วพบว่าเกิดการปฏิสนธิขึ้น หลายคนก็อาจอดใจไม่ไหวที่จะอยากรู้เพศลูกในทันที และในปัจจุบันก็มีวิธีทายเพศลูกหลากหลายรูปแบบ ทั้งแบบที่เอาไว้ดูสนุกๆ และแบบที่เห็นผลเกือบจะ 100% วันนี้เราจะพาไปหาคำตอบกันว่าจริง ๆ แล้วเราเริ่มรู้เพศลูกได้ตั้งแต่วันไหน วิธีไหนให้ผลแม่นยำที่สุด
ดูแลคุณแม่และลูกน้อย ด้วยความใส่ใจในทุกช่วงการตั้งครรภ์
ดูแลสุขภาพคุณแม่และพัฒนาการของลูกน้อยอย่างใกล้ชิด ในบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง
ดับเบิ้ลยูไลฟ์ คลินิกเฉพาะทางสูตินรีวช เชี่ยวชาญการตรวจครรภ์และฝากครรภ์ กรุงเทพมหานครฯ
ดูเพศลูกได้ตอนกี่เดือน?
โดยปกติแล้ว คุณพ่อคุณแม่สามารถดูเพศลูกผ่านการอัลตราซาวด์ตั้งแต่อายุครรภ์ประมาณ 4 เดือน (ประมาณ 16 สัปดาห์) แต่ความชัดเจนจะมากขึ้นในช่วงอายุครรภ์ 5 เดือน (ประมาณ 18-20 สัปดาห์) ซึ่งเป็นช่วงที่อวัยวะเพศของทารกพัฒนาสมบูรณ์จนเห็นชัดจากหน้าจอ อย่างไรก็ตาม หากต้องการทราบผลเร็วกว่านั้นก็มีวิธีทางการแพทย์อย่างการเจาะเลือดตรวจโครโมโซม (NIPT) ที่สามารถระบุเพศได้ตั้งแต่อายุครรภ์เพียง 10 สัปดาห์ (ประมาณ 2 เดือนครึ่ง)
มีวิธีทายเพศลูกในท้องกี่แบบ อะไรบ้าง?
ในปัจจุบันมีวิธีทายเพศลูกในท้องให้เลือกหลากหลายแนวทาง โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ 2 กลุ่ม ได้แก่ วิธีทางการแพทย์ที่เน้นความแม่นยำสูง และวิธีดั้งเดิมตามความเชื่อโบราณที่เน้นความสนุกสนานระหว่างรอวันคลอด โดยแต่ละวิธีมีจุดเด่นและความน่าเชื่อถือที่แตกต่างกันไป ดังนี้
1. อัลตราซาวด์ (Ultrasound)
การตรวจอัลตราซาวด์ เป็นวิธีมาตรฐานที่นิยมที่สุดที่คุณแม่ต้องทำเมื่อไปคลินิกฝากครรรภ์ โดยคุณหมอจะใช้คลื่นเสียงความถี่สูงสะท้อนภาพทารกในครรภ์ออกมาทางหน้าจอ คุณพ่อคุณแม่จะเริ่มเห็นเพศได้แบบลางๆ ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 16 เป็นต้นไป และจะชัดเจนที่สุดในช่วงสัปดาห์ที่ 18-20 ซึ่งเป็นช่วงที่อวัยวะเพศพัฒนาแบบสมบูรณ์แล้ว ความแม่นยำของวิธีนี้ขึ้นอยู่กับท่าทางของทารกในขณะนั้นด้วย หากลูกนอนหนีบขาหรือหันหลังให้อาจจะต้องรอตรวจซ้ำในครั้งถัดไป แต่โดยรวมถือเป็นวิธีที่ปลอดภัยและทำให้เห็นพัฒนาการด้านอื่นๆ ของลูกไปพร้อมกัน
นอกจากนี้ หากคุณพ่อคุณแม่ต้องการเห็นหน้าเจ้าตัวเล็กให้ชัดเจนขึ้น การทำอัลตร้าซาวด์ 4 มิติ จะช่วยให้เห็นภาพเคลื่อนไหวแบบเรียลไทม์ที่มีความลึกและความสมจริง คุณพ่อคุณแม่จะได้เห็นทั้งรูปหน้า จมูก ปาก รวมถึงกิริยาอาการต่างๆ เช่น การยิ้มหรือหาวอย่างชัดเจน นอกจากจะสร้างความประทับใจแล้ว ยังช่วยให้คุณหมอระบุเพศและตรวจสอบความสมบูรณ์ภายนอกของทารกได้แม่นยำกว่าการดูภาพ 2 มิติแบบทั่วไปอีกด้วย
2. การตรวจ NIPT (Non-Invasive Prenatal Testing)
การตรวจ NIPT เป็นวิธีการทายเพศลูกโดยการเจาะเลือดคุณแม่เพื่อวิเคราะห์เศษ DNA ของทารกที่ปนอยู่ในกระแสเลือดของคุณแม่ วิธีนี้มีความแม่นยำสูงถึง 99% และสามารถทายเพศได้รวดเร็วตั้งแต่อายุครรภ์เพียง 10 สัปดาห์เป็นต้นไป จุดประสงค์หลักของการตรวจ NIPT คือการคัดกรองความผิดปกติของโครโมโซม เช่น ดาวน์ซินโดรม แต่เนื่องจากเป็นการตรวจวิเคราะห์โครโมโซมเพศโดยตรง (X และ Y) ผลพลอยได้คือได้รู้เพศลูกชัดเจนและชัวร์ที่สุดในบรรดาวิธีทั้งหมดโดยไม่ต้องเจาะน้ำคร่ำให้เสี่ยง
3. การเจาะน้ำคร่ำ (Amniocentesis)
การเจาะน้ำคร่ำ เป็นการนำเซลล์ของทารกที่อยู่ในน้ำคร่ำมาตรวจโครโมโซมโดยตรง ทำให้ระบุเพศลูกได้แม่นยำเกือบ 100% โดยไม่มีข้อผิดพลาด อย่างไรก็ตาม วิธีนี้มักไม่ได้ทำเพื่อการทายเพศลูกเพียงอย่างเดียว แต่คุณหมอจะแนะนำให้ทำในกรณีที่มีความเสี่ยงสูง เช่น คุณแม่มีอายุมาก หรือตรวจ NIPT แล้วพบความผิดปกติ เนื่องจากเป็นวิธีที่มีความเสี่ยงเล็กน้อยต่อการแท้งบุตร (ประมาณ 0.5%) จึงต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในช่วงอายุครรภ์ 16-20 สัปดาห์เท่านั้น
4. การดูลักษณะรูปทรงท้อง
หนึ่งในความเชื่อที่บอกต่อกันมานานที่สุดคือการสังเกตรูปร่างท้องของคุณแม่ เชื่อกันว่าหากคุณแม่มี ท้องแหลมยื่นออกมาด้านหน้าและดูโย้ลงต่ำ มักจะได้ลูกชาย แต่ถ้าคุณแม่มีท้องกลมมนขยายออกทางด้านข้างและตำแหน่งท้องอยู่สูงกว่าปกติ โบราณมักจะทายว่าได้ลูกสาวแน่นอน ซึ่งในความเป็นจริงนั้น รูปทรงท้องจะขึ้นอยู่กับสรีระเดิมของคุณแม่ กล้ามเนื้อหน้าท้อง และท่าทางการนอนของทารกในครรภ์เป็นหลัก ไม่ได้เกี่ยวกับลูกน้อยในครรภ์แต่อย่างใด
4. การสังเกตอาการแพ้ท้องและรสนิยมการกิน
ความเชื่อนี้จะดูจากเมนูโปรดและอาการคลื่นไส้ในช่วงไตรมาสแรก โดยเชื่อกันว่าหากคุณแม่แพ้ท้องหนักมากและชอบทานของหวาน เช่น ขนม เบเกอรี่ หรือผลไม้รสหวาน มีโอกาสสูงที่จะได้ลูกสาว แต่หากคุณแม่แพ้ท้องเพียงเล็กน้อยหรือไม่แพ้เลย และชอบทานของรสจัด เปรี้ยว เผ็ด หรือของเค็มๆ มันๆ มักจะได้ลูกชาย ซึ่งทางวิทยาศาสตร์ระบุว่าอาการเหล่านี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนในร่างกายคุณแม่แต่ละท่านเอง
5. การดูสภาพผิวพรรณและความงาม
ว่ากันว่าทารกในครรภ์จะส่งผลต่อออร่าของคุณแม่ หากคุณแม่มีผิวพรรณเปล่งปลั่งขึ้น หน้าตาสดใส ดูสวยขึ้นกว่าปกติ มักทายว่าได้ลูกชาย เพราะลูกไม่ได้มาแย่งความสวยของแม่ไป แต่ถ้าช่วงตั้งครรภ์คุณแม่มีสิวขึ้น ผิวดูหมองคล้ำ หรือดูโทรมลง โบราณทายว่าจะได้ลูกสาว เพราะลูกสาวแอบขโมยความสวยของแม่ไปใช้เพื่อสร้างตัวตนให้ตัวเอง ซึ่งจริงๆ แล้วสภาพผิวที่เปลี่ยนไปเป็นผลมาจากฮอร์โมนเอสโตรเจนที่พุ่งสูงขึ้นในช่วงตั้งครรภ์
6. การทายจากความเต้นของหัวใจทารก
ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่คุณแม่หลายคนชอบลุ้นตอนไปฟังเสียงหัวใจลูกครั้งแรก หลายคนเชื่อว่าอัตราการเต้นของหัวใจสามารถบอกเพศได้ หากหัวใจทารกเต้นเร็วมากกว่า 140 ครั้งต่อนาที มักจะได้ลูกสาว แต่ถ้าหัวใจเต้นช้าต่ำกว่า 140 ครั้งต่อนาที มักจะได้ลูกชาย แม้ผลการวิจัยส่วนใหญ่จะชี้ว่าอัตราการเต้นของหัวใจทารกจะเปลี่ยนไปตามอายุครรภ์และกิจกรรมที่ลูกทำในท้อง เช่น ตอนลูกหลับหรือตื่น แต่คุณแม่หลายท่านก็ยังนิยมใช้วิธีนี้ทายเล่นๆ เพื่อความตื่นเต้นอยู่ดี
ทายเพศลูก วิธีไหนชัวร์สุด?
หากคุณแม่ต้องการความมั่นใจแบบไม่ต้องลุ้น วิธีการทายเพศลูกที่ชัวร์ที่สุดในปัจจุบันคือการเจาะเลือดตรวจโครโมโซม (NIPT) และการเจาะน้ำคร่ำ เพราะเป็นการวิเคราะห์ลึกลงไปถึงระดับโครโมโซมเพศ (X และ Y) โดยตรง ซึ่งให้ความแม่นยำสูงถึง 99% สามารถทำได้ตั้งแต่ช่วงต้นของการตั้งครรภ์ ในขณะที่การอัลตราซาวด์แม้จะมีความแม่นยำสูงพอๆ กัน แต่ยังคงมีข้อจำกัดหากทารกอยู่ในท่าทางที่ไม่เป็นใจ ดังนั้นหากคุณพ่อคุณแม่ต้องการผลที่สรุปได้ชัดเจนเพื่อการวางแผนที่แน่นอน การเจาะเลือดตรวจโครโมโซมถือเป็นคำตอบที่เชื่อถือได้มากที่สุด
ทำนายเพศลูก วิธีไหนไวที่สุด?
หากคุณพ่อคุณแม่ต้องการทราบผลแบบเร็วที่สุดโดยไม่ต้องรอนานถึง 4-5 เดือน การตรวจ NIPT คือวิธีที่ตอบโจทย์ที่สุด เพราะทำได้ตั้งแต่อายุครรภ์เพียง 10 สัปดาห์ หรือประมาณ 2 เดือนครึ่ง แถมยังทำนายเพศลูกได้แม่นยำถึง 99% ผ่านการวิเคราะห์โครโมโซมจากเลือดของคุณแม่ ในขณะที่วิธีอื่นอย่างการอัลตราซาวด์ต้องรอให้อวัยวะเพศทารกพัฒนาจนเห็นชัดในช่วงสัปดาห์ที่ 16-20 ดังนั้นหากใครเป็นสายใจร้อน อยากเตรียมซื้อของใช้หรือตกแต่งห้องนอนให้เจ้าตัวเล็กล่วงหน้า การตรวจ NIPT คือทางเลือกที่รวดเร็วและชัวร์ที่สุดในปัจจุบัน
คำแนะนำในการเลือกวิธีทายเพศลูกที่คุณพ่อคุณแม่ควรรู้
การรู้เพศลูกเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความตื่นเต้น แต่เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่วางแผนได้อย่างถูกต้อง นี่คือคำแนะนำที่ควรปฏิบัติตาม
- เลือกวิธีที่เหมาะสมกับช่วงเวลา: หากอายุครรภ์ยังน้อย (ประมาณ 10 สัปดาห์) และต้องการความแม่นยำสูงเพื่อคัดกรองความเสี่ยงทางพันธุกรรมไปด้วย การตรวจ NIPT คือคำตอบที่ดีที่สุด แต่หากเน้นความประหยัดและรอดูพัฒนาการอื่นๆ ของลูกไปพร้อมกัน การรออัลตราซาวด์ ในช่วงเดือนที่ 4-5 ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว
- อย่าเพิ่งรีบตัดสินใจซื้อของจากความเชื่อ: แม้การทายจากรูปทรงท้องหรืออาการแพ้ท้องจะสนุกแค่ไหน แต่ก่อนจะทุ่มเงินซื้อเสื้อผ้าหรือตกแต่งห้องนอนเป็นสีชมพูหรือสีฟ้าทั้งหมด แนะนำให้รอผลยืนยันทางการแพทย์อย่างน้อย 1-2 ครั้ง เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น
- โฟกัสที่สุขภาพมากกว่าเพศ: ไม่ว่าผลการทายเพศลูกจะออกมาเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง สิ่งสำคัญที่สุดคือการบำรุงครรภ์ให้สมบูรณ์ การทานอาหารที่มีประโยชน์ การพบคุณหมอตามนัดอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการฉีดวัคซีนคนท้อง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ทั้งคุณแม่และลูกน้อย
สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าคุณจะเลือกใช้ความเชื่อโบราณเพื่อลุ้นสนุกๆ หรือเลือกวิธีทางการแพทย์เพื่อความแม่นยำ การทายเพศลูกก็ยังคงเป็นกิจกรรมที่ช่วยสร้างสายใยและความตื่นเต้นในครอบครัวได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการดูแลสุขภาพครรภ์ให้แข็งแรงตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อให้เจ้าตัวเล็กลืมตาดูโลกได้อย่างปลอดภัยสมบูรณ์และเติบโตอย่างมีคุณภาพ
