ฝากครรภ์ครั้งแรกตรวจอะไรบ้าง ราคาเท่าไหร่ เตรียมตัวอย่างไรดี

ฝากครรภ์ครั้งแรก

หลังจากที่คุณแม่รู้ตัวว่าตั้งครรภ์แล้ว สิ่งแรกที่ควรทำทันทีนั่นคือการใช้บริการฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลหรือคลินิก เพราะนี่ไม่ใช่การตรวจดูว่าตั้งครรภ์กี่สัปดาห์แล้ว แต่ยังเป็นการวางแผนความปลอดภัยให้กับคุณแม่และลูกน้อยตั้งแต่วันแรกที่รู้ว่าตั้งครรภ์ ซึ่งจะช่วยดักทางความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในแต่ละช่วงเดือน สำหรับคุณแม่ที่กังวลว่าไปครั้งแรกต้องเตรียมตัวยังไง ขั้นตอนจะยุ่งยากไหม? เราได้สรุปข้อมูลที่ควรรู้มาให้แบบเข้าใจง่าย ๆ แล้วในบทความนี้

ดูแลคุณแม่และลูกน้อย ด้วยความใส่ใจในทุกช่วงการตั้งครรภ์

ดูแลสุขภาพคุณแม่และพัฒนาการของลูกน้อยอย่างใกล้ชิด ในบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง

ฝากครรภ์ครั้งแรก ควรฝากครรภ์ตอนกี่เดือน หรือกี่สัปดาห์?

คำตอบคือ ควรไปฝากครรภ์ทันทีที่รู้ตัวว่าตั้งครรภ์ หรืออย่างช้าที่สุดไม่ควรเกิน 3 เดือน (ประมาณ 12 สัปดาห์) เพราะในช่วงไตรมาสแรกเป็นช่วงที่ตัวอ่อนกำลังสร้างอวัยวะสำคัญ การมาพบแพทย์แต่เนิ่นๆ จะช่วยให้คุณแม่ได้รับกรดโฟลิกเพื่อป้องกันความพิการแต่กำเนิดได้ทันเวลา อีกทั้งช่วยให้แพทย์ตรวจเช็กได้ว่าการตั้งครรภ์ผิดปกติไหม ท้องนอกมดลูกหรือไม่ ดังนั้นการรีบมาพบแพทย์ทันทีที่รู้ถือเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด

ขั้นตอนการฝากครรภ์ ยุ่งยากไหม มีอะไรบ้าง?

สำหรับขั้นตอนของการฝากครรภ์นั้นไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด โดยทั่วไปจะมีอยู่ 3 ขั้นตอน ที่จะช่วยให้แพทย์วางแผนดูแลความปลอดภัยให้ทั้งคุณแม่และลูกน้อยตั้งแต่วันแรกจนถึงวันคลอด สำหรับขั้นตอนการฝากครรภ์มีดังนี้

1. การลงทะเบียนและตรวจคัดกรองเบื้องต้น

สำหรับการฝากครรภ์ครั้งแรก แพทย์จะซักประวัติคุณพ่อและคุณแม่อย่างละเอียด ทั้งประวัติสุขภาพส่วนตัว การแพ้ยา ประวัติการเจ็บป่วยในครอบครัว และการตรวจร่างกายทั่วไป เช่น วัดความดัน ชั่งน้ำหนัก และการตรวจเลือด เพื่อหาความเสี่ยงโรคทางพันธุกรรมและโรคติดต่อทางกระแสเลือด ซึ่งจะช่วยให้แพทย์วางแผนป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นกับลูกน้อยได้อย่างแม่นยำ

2. การตรวจอัลตราซาวด์และประเมินอายุครรภ์

หลังจากตรวจร่างกายเบื้องต้นเสร็จ แพทย์จะตรวจอัลตราซาวนด์เพื่อยืนยันตำแหน่งการฝังตัวของตัวอ่อนเพื่อดูว่าคุณแม่ท้องนอกมดลูกหรือไม่ รวมถึงตรวจเช็กอัตราการเต้นของหัวใจทารก และคำนวณอายุครรภ์ที่แม่นยำเพื่อกำหนดวันกำหนดคลอด (EDD) ขั้นตอนนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นที่สุดสำหรับคุณพ่อคุณแม่ เพราะจะได้เห็นพัฒนาการแรกเริ่มของลูกผ่านหน้าจอเป็นครั้งแรก

3. การวางแผนดูแลและรับวิตามินเสริม

เมื่อทราบผลตรวจเลือดและผลอัลตราซาวด์แล้ว แพทย์จะจัดตารางการนัดหมายต่อเนื่อง โดยปกติจะนัดเดือนละ 1 ครั้งในช่วงแรก พร้อมให้คำแนะนำเรื่องโภชนาการและจ่ายวิตามินที่จำเป็น เช่น โฟลิก ธาตุเหล็ก และแคลเซียม เพื่อบำรุงทั้งคุณแม่และลูกในครรภ์ นอกจากนี้แพทย์จะนัดหมายเพื่อฉีดวัคซีนคนท้องที่จำเป็นตามช่วงอายุครรภ์ เช่น วัคซีนบาดทะยักและไข้หวัดใหญ่ เพื่อสร้างเกราะป้องกันให้ร่างกายของทั้งคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์แข็งแรงตลอด 9 เดือน

เตรียมตัวก่อนฝากครรภ์อย่างไรดี?

ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนการฝากครรภ์นั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องเตรียมร่างกายให้พร้อมก่อนเข้ารับการฝากครรภ์ เพราะนอกจากจะช่วยให้การตั้งครรภ์ราบรื่นแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงต่างๆ ระหว่างตั้งครรภ์ได้มากกว่าการดูแลครรภ์ด้วยตัวเอง และนี่คือลิสต์การเตรียมตัวที่ควรทำ

  • ตรวจเช็กสุขภาพแบบแพ็กคู่: การตรวจสุขภาพคู่จะช่วยให้แพทย์ดูความสมบูรณ์ของเชื้ออสุจิ รวมถึงตรวจหาโรคทางพันธุกรรมที่อาจส่งต่อถึงลูกได้อย่างแม่นยำ เช่น ธาลัสซีเมีย หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่อาจแฝงอยู่ ซึ่งจะช่วยประเมินความเสี่ยงและหาทางรับมืออย่างถูกวิธี ทั้งนี้หากคุณพ่อคุณแม่ตรวจความพร้อมมีบุตรมาก่อนก็จะช่วยให้แพทย์ดูความสมบูรณ์ของเชื้ออสุจิ รวมถึงตรวจหาโรคทางพันธุกรรมที่อาจส่งต่อถึงลูกได้แม่นยำยิ่งขึ้น
  • เสริมกรดโฟลิกแบบเม็ดล่วงหน้า: แนะนำให้ทานอย่างน้อย 1-3 เดือนก่อนตั้งครรภ์ เพราะกรดโฟลิกจะทำหน้าที่เสริมสร้างระบบประสาทและสมองของตัวอ่อน ลดความเสี่ยงปากแหว่งเพดานโหว่และความพิการแต่กำเนิด
  • ปรับวิถีชีวิตให้พร้อม: คุณพ่อและคุณแม่จะต้องงดแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่ ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เพราะพฤติกรรมเสี่ยงเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อสมดุลฮอร์โมนและการตกไข่ นอกจากนี้ควรให้ความสำคัญกับการจัดการความเครียดและการพักผ่อนให้เพียงพอ เนื่องจากความเครียดสะสมจะเข้าไปขัดขวางการผลิตอสุจิและการตกไข่ที่เป็นสาเหตุทำให้มีลูกยาก
  • เช็กประวัติวัคซีน: คุณแม่จะต้องเข้ารับการฉีดวัคซีนภูมิคุ้มกันหัดเยอรมัน (MMR) และไวรัสตับอักเสบบี หากยังไม่ได้ฉีด ควรเข้ารับการฉีดกระตุ้นและเว้นระยะการตั้งครรภ์อย่างน้อย 1 เดือน  เพราะทั้งสองโรคเหล่านี้อาจส่งผลทำให้ลูกน้อยในครรภ์มีภาวะพิการแต่กำเนิดหรือเสี่ยงต่อภาวะแท้งบุตรได้

ฝากครรภ์ใช้เอกสารอะไรบ้าง?

นอกจากการเตรียมร่างกายให้พร้อมแล้ว การเตรียมเอกสารก็ถือเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน เพราะจะช่วยให้แพทย์เข้าใจและวางแผนรับมือได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น สำหรับเอกสารที่ต้องใช้มีดังนี้

  • บัตรประจำตัวประชาชนของคุณแม่และคุณพ่อ: เพื่อยืนยันตัวตนและคัดกรองสิทธิต่างๆ ที่ควรได้รับ เช่น สิทธิประกันสังคม บัตรทอง
  • ทะเบียนบ้าน: โดยทั่วไปแล้วจะใช้ทะเบียนบ้านเสมอ แต่บางสถานพยาบาลอาจขอสำเนาเพื่อบันทึกข้อมูลที่อยู่ตามทะเบียนราษฎร์
  • ผลการตรวจครรภ์เบื้องต้น: หากเคยตรวจปัสสาวะเองที่บ้านหรือมีใบยืนยันผลจากคลินิกอื่น ให้นำติดตัวไปด้วย
  • รูปถ่ายหน้าสมุดบัญชีธนาคาร: กรณีต้องการแจ้งใช้สิทธิเบิกจ่ายค่าฝากครรภ์หรือค่าคลอดบุตรในอนาคต
  • ประวัติการรักษาเดิม (ถ้ามี): เช่น ผลตรวจเลือดล่าสุด, ใบรับรองแพทย์กรณีมีโรคประจำตัว หรือรายชื่อยาที่กำลังรับประทานอยู่ เพื่อให้คุณหมอประเมินความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น
  • สมุดฝากครรภ์ / ใบฝากครรภ์: ใช้ในกรณีที่คุณย้ายที่ฝากครรภ์ หรือใช้ยื่นเป็นหลักฐานประกอบการเบิกสิทธิต่างๆ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่กับผลตรวจบางรายการที่เคยทำมาแล้ว

ค่าฝากครรภ์ ราคาเท่าไหร่ มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง?

1. ฝากครรภ์ครั้งแรก

สำหรับการฝากครรภ์ครั้งแรกที่ W-lifeclinic จะมีการอัลตราซาวด์ยืนยันอายุครรภ์ ตรวจเลือดฝากครรภ์ครั้งที่ 1 และจ่ายยาบำรุง โดยค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ประมาณ 3000-3500 บาท

2. ฝากครรภ์ครั้งถัดไป

ในส่วนของการฝากครรภ์ครั้งถัดไปที่ W-lifeclinic จะมีอัลตราซาวด์ติดตามการเติบโตของทารก ตรวจปัสสาวะเฝ้าระวังครรภ์เป็นพิษและเบาหวาน และจ่ายยาบำรุง ค่าใช้จ่ายประมาณ 1200-1500 บาท

3. ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

นอกจากค่าใช้จ่ายพื้นฐานในแต่ละนัดแล้ว จะมีช่วงที่คุณหมอนัดตรวจพิเศษตามอายุครรภ์ที่เหมาะสม ซึ่งคุณแม่ควรเตรียมงบประมาณส่วนนี้ไว้ด้วย

  • การตรวจคัดกรองดาวน์ซินโดรม (NIPT): มักตรวจในช่วงอายุครรภ์ 10-14 สัปดาห์ เพื่อหาความเสี่ยงว่าลูกในท้องมีโอกาสเป็นดาวน์ซินโดรมหรือไม่ และเพื่อตรวจดูเพศของลูกด้วย สำหรับค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ประมาณ 8,900-12,500 บาท (ขึ้นอยู่กับแพ็กเกจที่เลือก)
  • การฉีดวัคซีนสำหรับคนท้อง: ได้แก่ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ วัคซีนคอตีบ-ไอกรน-บาดทะยัก เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 650-1,000 บาท ต่อ 1 เข็ม
  • การตรวจอัลตราซาวด์คัดกรองความพิการและโครงสร้างทารก: มักตรวจในช่วงอายุครรภ์ 18-22 สัปดาห์ เพื่อตรวจเช็กอวัยวะและโครงสร้างร่างกายของลูกอย่างละเอียด
  • การตรวจเลือดซ้ำครั้งที่ 2: มักตรวจเมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่ 3 เพื่อเช็กภาวะซีดและโรคติดต่ออีกครั้งก่อนคลอด

ฝากครรภ์ ที่ไหนดี?

การเลือกสถานที่ฝากครรภ์ที่เหมาะสมถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะช่วยดูแลสุขภาพของลูกน้อยและตัวคุณแม่เองตั้งแต่วันแรก หากคุณกำลังมองหาคลินิกสูตินรีเวชที่ทั้งอบอุ่นและดูแลอย่างใกล้ชิด สามารถแวะมาปรึกษาและรับการตรวจคัดกรองอย่างละเอียดได้ที่ W-life Clinic เรามีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญพร้อมดูแลตั้งแต่การตรวจ HPV คัดกรองมะเร็งปากมดลูก ไปจนถึงเทคโนโลยีอัลตราซาวด์ที่ทันสมัย เพื่อติดตามพัฒนาการของลูกน้อยและวางแผนการดูแลสุขภาพของคุณแม่ในทุกไตรมาส ให้คุณมั่นใจและปลอดภัยที่สุดจนถึงวันคลอด

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฝากครรภ์

แม้ว่าในความเป็นจริงแล้วจะตรวจแค่คุณแม่คนเดียวก็พอ แต่การตรวจเลือดคุณพ่อด้วยจะช่วยให้แพทย์ประเมินความเสี่ยงทางพันธุกรรมที่อาจถ่ายทอดไปสู่ลูก โดยเฉพาะโรคธาลัสซีเมีย ในกรณีที่คุณพ่อและคุณแม่เป็นพาหะชนิดเดียวกัน ก็มีโอกาสเสี่ยงที่ลูกน้อยจะเกิดภาวะซีดรุนแรงหรือความพิการแต่กำเนิด

นอกจากนี้การตรวจเลือดคุณพ่อยังช่วยหาโรคติดต่อที่อาจมาทางกระแสเลือดและการมีเพศสัมพันธ์ได้อีกด้วย เช่น ไวรัสตับอักเสบบี, ซิฟิลิส และเชื้อ HIV ดังนั้นการตรวจเลือดคู่จึงช่วยให้แพทย์วางแผนดูแลและป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้อย่างแม่นยำที่สุดตั้งแต่วันแรกที่ฝากครรภ์

คุณแม่สามารถย้ายที่ฝากครรภ์ได้ตามความสะดวก สำหรับขั้นตอนการย้ายที่ฝากครรภ์จะต้องนำสมุดฝากครรภ์หรือสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก (สีชมพู), ผลตรวจเลือด ผลอัลตราซาวนด์ และประวัติการฉีดวัคซีนจากที่เก่าไปยื่นให้กับที่ใหม่ด้วย เพื่อให้แพทย์ที่ใหม่ดูแลครรภ์ต่อได้อย่างต่อเนื่องโดยที่คุณแม่ไม่ต้องมานั่งเริ่มต้นใหม่อีกรอบ

คุณแม่สามารถยื่นค่าฝากครรภ์ออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ของสำนักงานประกันสังคม หรือยื่นผ่านแอปพลิเคชัน SSO Connect โดยเข้าไปที่เมนูขอรับประโยชน์ทดแทน จากนั้นเลือกหมวดคลอดบุตรหรือสงเคราะห์บุตร ตามสิทธิที่ต้องการเบิก

สำหรับคุณแม่ผู้ประกันตนสามารถใช้สิทธิเบิกค่าฝากครรภ์ได้สูงสุด 1,500 บาท โดยแบ่งจ่ายตามอายุครรภ์เป็น 5 รอบ รอบละ 200-500 บาท ในที่นี้คุณแม่จะต้องสำรองจ่ายค่าตรวจที่โรงพยาบาลใดก็ได้ก่อน แล้วค่อยนำใบเสร็จรับเงินพร้อมใบรับรองการฝากครรภ์มายื่นเบิกคืนย้อนหลังได้ที่สำนักงานประกันสังคมหรือยื่นผ่านระบบออนไลน์ 

นอกจากนี้ยังมีสิทธิเบิกค่าคลอดบุตรแบบเหมาจ่ายอีก 15,000 บาท ต่อการคลอด 1 ครั้ง และเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรในอัตรา 50% ของค่าจ้างเป็นเวลา 90 วัน ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้คุณแม่ได้ในระดับหนึ่ง

ช่องทางนัดหมายแพทย์