รอยโรคที่ปากมดลูกคืออะไร มีวิธีสังเกตอย่างไร ตรวจแบบไหนแม่นที่สุด

รอยโรคที่ปากมดลูกคืออะไร มีวิธีสังเกตอย่างไร

รู้หรือไม่ว่าโรคมะเร็งปากมดลูกเป็นโรคร้ายอันดับต้นๆ ที่คร่าชีวิตหญิงไทยจำนวนมาก และเหตุผลที่ทำให้ใครหลายคนรักษาไม่ทันนั่นก็คือ การละเลยการตรวจหารอยโรคที่ปากมดลูกซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัส HPV เนื่องจากรอยโรคดังกล่าวมักไม่แสดงอาการใดๆ ออกมาในช่วงแรก คุณจึงไม่มีทางรู้ได้เลยว่าตัวเองกำลังถูกไวรัสคุกคาม และหากปล่อยไว้นานก็อาจสายเกินแก้ไปแล้ว 

ในบทความนี้เราจะพามาทำความรู้จักกับรอยโรคที่ปากมดลูกอย่างละเอียด รวมถึงวิธีสังเกตสัญญาณเตือนด้วยตัวเอง ไปจนถึงการตรวจวินิจฉัยด้วยวิธีต่างๆ โดยแพทย์เฉพาะทางที่คลินิกนรีเวช เพื่อที่คุณจะได้จัดการเนื้อร้ายก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

สุขภาพผู้หญิง เรื่องใกล้ตัว
ดูแลได้ทุกช่วงวัย

บริการตรวจและรักษาอาการเจ็บป่วยทางนรีเวช ตรวจติดเชื้อ คัดกรองมะเร็งปากมดลูก ให้คำปรึกษาเรื่องประจำเดือน ฮอร์โมน และการคุมกำเนิด โดยทีมแพทย์ที่เป็นกันเอง

รอยโรคที่ปากมดลูก คืออะไร

รอยโรคที่ปากมดลูก คือ สภาวะที่เนื้อเยื่อบริเวณปากมดลูกผิดปกติหรือเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เช่น เป็นแผล มีติ่งเนื้อ มีถุงน้ำ มีผื่นแดง หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตา โดยรอยโรคเหล่านี้เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ปัจจัยที่ไม่ร้ายแรง เช่น การอักเสบติดเชื้อธรรมดา การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ไปจนถึงปัจจัยที่อันตรายอย่างการติดเชื้อไวรัส HPV สายพันธุ์เสี่ยงสูง หากเกิดจากสาเหตุที่อันตรายแล้วปล่อยไว้นานอาจส่งผลให้เซลล์พัฒนาผิดปกติจนกลายเป็นระยะก่อนมะเร็งหรือมะเร็งปากมดลูกในอนาคต

รอยโรคที่ปากมดลูกมีกี่แบบ

1. รอยโรคกลุ่มที่ปลอดภัย

กลุ่มนี้เป็นรอยโรคธรรมดาที่ไม่ใช่เนื้อร้าย ไม่พัฒนาเป็นมะเร็ง บางชนิดอาจหายได้เองหรือเข้ารับการรักษาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ได้แก่

  • แผลอักเสบ (Cervicitis): เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อรา ทำให้ปากมดลูกมีลักษณะแดง บวม หรือมีตกขาวผิดปกติ รักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ
  • นาโบเธียน ซีสต์ (Nabothian Cyst): เป็นถุงน้ำเล็กๆ ใสๆ เกิดจากการอุดตันของต่อมเมือกบริเวณปากมดลูก ไม่เป็นอันตรายและไม่ต้องรักษา เว้นแต่จะมีขนาดใหญ่จนกดทับ
  • ติ่งเนื้อปากมดลูก (Cervical Polyp): ก้อนเนื้อเล็กๆ ที่งอกออกมาจากปากมดลูก มักทำให้มีเลือดออกกะปริดกะปรอยหลังมีเพศสัมพันธ์ แม้ส่วนใหญ่จะไม่ใช่มะเร็ง แต่มักแนะนำให้ตัดออกและส่งตรวจเพื่อความสบายใจของคนไข้
  • ปากมดลูกปลิ้น (Cervical Ectropion): เป็นภาวะที่เซลล์ด้านในปากมดลูกโผล่ออกมาด้านนอก ทำให้ปากมดลูกมีสีแดงจัด ภาวะดังกล่าวมักพบในผู้หญิงตั้งครรภ์หรือผู้ที่กินยาคุมกำเนิด

2. รอยโรคกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวัง

กลุ่มนี้คือรอยโรคที่เกิดจากการติดเชื้อ HPV (Human Papillomavirus) แม้จะยังไม่ใช่มะเร็งในตอนนี้ แต่หากปล่อยไว้นานก็มีโอกาสพัฒนาเป็นมะเร็งได้ในอนาคต

  • LSIL (Low-grade Squamous Intraepithelial Lesion): การเปลี่ยนแปลงของเซลล์ในระดับน้อย ส่วนใหญ่ร่างกายจะสามารถกำจัดเชื้อได้เอง แต่อาจต้องนัดติดตามอาการอย่างใกล้ชิด
  • HSIL (High-grade Squamous Intraepithelial Lesion): การเปลี่ยนแปลงของเซลล์ในระดับสูง กลุ่มนี้อันตรายกว่า เพราะมีแนวโน้มจะกลายเป็นมะเร็งสูงหากไม่รีบทำการรักษา เช่น การส่องกล้อง หรือการตัดชิ้นเนื้อออก
  • CIN (Cervical Intraepithelial Neoplasia): แบ่งเป็นระดับ 1, 2 และ 3 ตามความลึกของความผิดปกติในชั้นเนื้อเยื่อ โดย CIN 2-3 จะจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงที่ต้องได้รับการรักษาทันที

3. รอยโรคที่เป็นอันตราย

กลุ่มนี้คือมะเร็งปากมดลูก (Cervical Cancer) ซึ่งต้องได้รับการรักษาจากสูตินรีแพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็งนรีเวชโดยเร็วที่สุด

  • มะเร็งระยะเริ่มแรก: อาจเห็นเป็นแผลขรุขระ แผลกว้าง หรือมีก้อนเนื้อผิดปกติ เมื่อสัมผัสจะมีเลือดไหลออกมาง่าย
  • อาการร่วมที่น่าสงสัย: ส่วนมากจะเป็นภาวะเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด เช่น เลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ เลือดออกหลังวัยทอง รู้สึกปวดหน่วงเรื้อรังในอุ้งเชิงกราน

วิธีสังเกตรอยโรคที่ปากมดลูก

1. สังเกตสัญญาณเตือนจากร่างกาย

เนื่องจากปากมดลูกอยู่ลึกภายในช่องคลอด การสังเกตด้วยตัวเองจึงเน้นไปที่การสำรวจความผิดปกติของร่างกายและสัญญาณเตือน ดังนี้

การสังเกตอาการผิดปกติโดยตรง

  • เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด: เป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญที่สุดของรอยโรคบริเวณปากมดลูก เนื่องจากการมีเพศสัมพันธ์จะทำให้อวัยวะเพศสัมผัสกับรอยโรคหรือก้อนเนื้อบริเวณปากมดลูกที่มีเส้นเลือดเปราะบาง ทำให้เกิดเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด
  • เลือดออกกะปริดกะปรอย: มีเลือดออกจากช่องคลอดที่ไม่ใช่ช่วงประจำเดือน หรือเลือดออกหลังวัยทอง
  • ตกขาวผิดปกติ: มีปริมาณมาก มีกลิ่นเหม็นคาว หรือมีตกขาวเป็นก้อน คล้ายแป้งหรือหนอง ซึ่งอาจเกิดจากการอักเสบหรือติดเชื้อที่ปากมดลูก
  • ปวดขณะมีเพศสัมพันธ์: หรือรู้สึกเจ็บลึกๆ ภายในช่องคลอดโดยไม่ทราบสาเหตุ

การสังเกตอาการอื่นร่วม

  • ปวดหน่วงท้องน้อย: มีอาการปวดเรื้อรังคล้ายปวดประจำเดือนแต่เป็นบ่อยและนานกว่าปกติ
  • ปวดหลังส่วนล่าง: ในกรณีที่รอยโรคลามไปกดทับเส้นประสาท (มักพบในระยะที่รอยโรคเริ่มอันตราย)
  • ปัสสาวะหรือขับถ่ายผิดปกติ: เช่น ปัสสาวะบ่อยหรือขัด เนื่องจากรอยโรคอาจไปเบียดอวัยวะข้างเคียง

หมายเหตุ: การสังเกตด้วยตัวเองไม่อาจยืนยันผลได้แม่นยำ 100% เนื่องจากรอยโรคระยะเริ่มต้นในระยะก่อนลุกลามมักไม่แสดงอาการใดๆ เลย หากต้องการรู้ผลลัพธ์ที่แม่นยำแนะนำให้ตรวจด้วยวิธีอื่น

2. การตรวจคัดกรองและวินิจฉัยทางการแพทย์

2.1 การตรวจหาเชื้อ HPV DNA

เป็นการตรวจ HPV โดยตรวจหาลำดับพันธุกรรมของเชื้อไวรัส HPV สายพันธุ์เสี่ยงสูง เพียงแค่คนไข้ใช้ก้านสำลีพิเศษสอดเข้าไปในช่องคลอดเพื่อเก็บตัวอย่างเซลล์และสารคัดหลั่งตามคำแนะนำในชุดตรวจ จากนั้นเก็บก้านสำลีลงในหลอดเก็บตัวอย่างและส่งกลับไปยังห้องปฏิบัติการเพื่อให้แพทย์วิเคราะห์ผล

วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความเป็นส่วนตัว ไม่ต้องการขึ้นขาหยั่ง อีกทั้งให้ผลลัพธ์แม่นยำกว่าการตรวจ Pap Smear แบบดั้งเดิม เพียงแต่วิธีนี้ทำได้เพียงตรวจหาเชื้อเท่านั้น ไม่สามารถบอกได้ว่าเชื้อนั้นสร้างรอยโรคหรือพัฒนาเป็นเซลล์มะเร็งหรือไม่ กรณีที่ผลตรวจเป็นบวก (พบเชื้อ) คนไข้จำเป็นต้องเข้ารับการตรวจด้วยการส่องกล้องคอลโปสโคป (Colposcopy) เพื่อวินิจฉัยตำแหน่งและระดับความรุนแรงของรอยโรคอย่างละเอียด

2.2 การตรวจภายในและขึ้นขาหยั่ง

เป็นการตรวจพื้นฐานโดยแพทย์จะใช้เครื่องมือขยายช่องคลอดสอดเข้าไปในช่องคลอด เพื่อตรวจดูลักษณะทางกายภาพภายในและปากมดลูกว่ามีก้อนเนื้อที่ผิดปกติ มีแผล มีเลือดออก หรือมีตกขาวที่ผิดปกติหรือไม่ รวมถึงการคลำตรวจมดลูกและรังไข่เพื่อหาความผิดปกติเบื้องต้นจากภายนอก

สำหรับข้อดีของวิธีนี้คือแพทย์ใช้เวลาไม่นานในการตรวจความผิดปกติของก้อนเนื้อได้ด้วยตาเปล่า เพียงแต่วิธีนี้อาจไม่เหมาะสำหรับคนไข้บางคนที่รู้สึกเขินอาย ที่สำคัญวิธีนี้ไม่สามารถมองเห็นความผิดปกติในระดับบเซลล์หรือรอยโรคระยะก่อนมะเร็ง

2.3 การคัดกรองด้วยวิธี Pap Test

แพทย์จะใช้ไม้พายขนาดเล็กหรือแปรงขนนุ่มสวอปเอาเซลล์บริเวณปากมดลูกไปป้ายลงบนสไลด์แก้วหรือแช่ในน้ำยาเฉพาะ แล้วนำไปให้พยาธิแพทย์ส่องกล้องจุลทรรศน์ตรวจหาความผิดปกติของเซลล์

แม้ว่าจะเป็นวิธีมาตรฐานที่ช่วยคัดกรองมะเร็งได้ในเบื้องต้น แต่ก็มีค่าใช้จ่ายสูง หากเก็บเซลล์ไม่เพียงพออาจเกิดผลลบปลอม อีกทั้งต้องใช้เวลารอตรวจผลจากห้องปฏิบัติการนานหลายวัน

2.4 การส่องกล้องคอลโปสโคป (Colposcopy)

แพทย์ใช้กล้องขยายกำลังสูง (Colposcope) ตั้งห่างจากปากมดลูกเพียงเล็กน้อย (ไม่ได้สัมผัสหรือสอดใส่เข้าไปในร่างกาย) เพื่อส่องตรวจดูจากภายนอก จากนั้นจึงใช้น้ำส้มสายชูชนิดเจือจางหรือสารละลายไอโอดีนป้ายบริเวณปากมดลูก หากพบเซลล์ผิดปกติจะปรากฏเป็นรอยสีขาวหรือลักษณะที่แตกต่างจากเนื้อเยื่อบริเวณอื่นอย่างเห็นได้ชัด วิธีนี้จะช่วยให้แพทย์มองหาจุดกำเนิดของรอยโรค พิกัดของเส้นเลือดที่ผิดปกติ และขอบเขตความรุนแรงของโรคได้แบบ Real-time บนหน้าจอมอนิเตอร์

ข้อดีที่โดดเด่นที่สุดของการส่องกล้องปากมดลูกด้วยวิธีนี้คือ “ความแม่นยำที่เหนือกว่าการตรวจทั่วไป” เพราะวิธีนี้ช่วยลดโอกาสการตรวจพลาดในจุดที่ตาเปล่ามองไม่เห็นได้อย่างดีเยี่ยม หากพบจุดที่น่าสงสัย แพทย์สามารถตัดชิ้นเนื้อในตำแหน่งที่แม่นยำที่สุดได้ทันทีภายในครั้งเดียว ไม่ต้องรอผลแล็บหลายรอบเพื่อกลับมาตรวจซ้ำ เพียงแต่วิธีนี้ต้องอาศัยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในการอ่านลักษณะรอยโรคผ่านกล้องขยาย อีกทั้งเกิดการระคายเคืองหรือรู้สึกเย็นหวิวๆ เล็กน้อยในคนไข้บางคนจากการใช้น้ำยา แต่เมื่อแลกกับผลลัพธ์ที่ชัดเจนและรวดเร็วแล้ว วิธีนี้ถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการวางแผนรักษาเพื่อป้องกันมะเร็งปากมดลูกอย่างยั่งยืน

เตรียมตัวอย่างไรก่อนไปตรวจรอยโรคที่ปากมดลูก

  • เช็กวันนัดหมายกับรอบเดือน: สำหรับช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือช่วงหลังจากประจำเดือนหมดสนิทอย่างน้อย 1 สัปดาห์ ทั้งนี้ไม่ควรตรวจในช่วงที่มีประจำเดือน เพราะเลือดจะบดบังเซลล์ที่ผิดปกติและรอยโรค ทำให้แพทย์วินิจฉัยได้ยาก
  • งดการสอดใส่: งดมีเพศสัมพันธ์อย่างน้อย 24 – 48 ชั่วโมงก่อนการตรวจ เพื่อป้องกันไม่ให้มีคราบอสุจิหรือการระคายเคืองบดบังบริเวณผิวปากมดลูก
  • งดการสวนล้าง: ห้ามสวนล้างภายในช่องคลอด งดใช้ยาเหน็บช่องคลอด ยาฆ่าเชื้อ หรือการใช้ผ้าอนามัยแบบสอดอย่างน้อย 2 วันก่อนตรวจ เพราะจะทำให้เซลล์หน้าปากมดลูกหลุดลอกจนตรวจไม่พบความผิดปกติ
  • ทำความสะอาดร่างกายตามปกติ: คนไข้สามารถทำความสะอาดอวัยวะภายนอกได้ตามปกติ ไม่ต้องโกนขนบริเวณอวัยวะเพศ
  • สวมเสื้อผ้าที่ถอดง่าย: แนะนำให้สวมใส่กางเกงหรือกระโปรงที่ถอดเปลี่ยนง่าย เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในกรณีที่ขึ้นขาหยั่ง
  • เตรียมข้อมูลสุขภาพ: หากมีประวัติการตรวจครั้งก่อน หรือมีผลตรวจ HPV DNA ที่ตรวจเองมาจากบ้านให้พกติดตัวมาด้วย เพราะข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้แพทย์ประเมินข้อมูลได้แม่นยำยิ่งขึ้น

แม้ว่ารอยโรคที่ปากมดลูกจะเป็นสัญญาณที่น่ากังวล แต่หากคุณตรวจพบไวตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ก็สามารถรักษาให้หายขาดได้ อย่าปล่อยให้ความเขินอายหรือการใช้ชีวิตที่ยุ่งเหยิงทำให้คุณละเลยการดูแลตัวเอง หากต้องการตรวจรอยโรคที่ปากมดลูก สามารถแวะมาปรึกษาและรับการตรวจคัดกรองอย่างละเอียดได้ที่ W-life Clinic เรามีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านฮอร์โมนและระบบสืบพันธุ์ พร้อมให้คำแนะนำและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรอยโรคที่ปากมดลูก

เมื่อติดเชื้อไวรัส HPV สายพันธุ์เสี่ยงสูง เชื้อไวรัสจะเข้าไปเปลี่ยนรหัสพันธุกรรมภายในเซลล์มดลูกจนเกิดการแบ่งตัวผิดปกติ หรือที่เรียกว่า รอยโรคก่อนมะเร็ง เมื่อปล่อยไว้นานประมาณ 5-10 ปี รอยโรคจะค่อยๆ พัฒนาความรุนแรงขึ้น หากร่างกายไม่สามารถกำจัดไวรัสได้เองและไม่รีบเข้าการรักษา เซลล์ที่ผิดปกติจะลุกลามกลายเป็นมะเร็งปากมดลูกที่อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต

กรณีที่ไม่พบความผิดปกติของเซลล์ แพทย์จะแนะนำให้คนไข้ดูแลสุขภาพตัวเองให้แข็งแรงเพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายกำจัดเชื้อออกไปเอง แต่หากส่องกล้องปากมดลูกแล้วพบรอยโณคในระยะก่อนมะเร็ง แพทย์อาจพิจารณาให้ตัดเนื้อเยื่อออกด้วยห่วงไฟฟ้า (LEEP) หรือจี้เย็นเพื่อทำลายเซลล์ผิดปกติ

หากเกิดรอยโรคที่ปากมดลูกแล้วไม่รีบเข้ารับการรักษา เชื้อไวรัส HPV จะใช้เวลาพัฒนาเป็นมะเร็งปากมดลูกโดยเฉลี่ยประมาณ 5 – 10 ปี หรืออาจนานกว่านั้นขึ้นอยู่กับระบบภูมิคุ้มกันของแต่ละคน หากระบบภูมิคุ้มกันบกพร่องอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่ปี

ช่องทางนัดหมายแพทย์