เจาะเลือดตรวจครรภ์ คืออะไร ตรวจอะไรบ้าง ใช้เวลานานไหม กี่วันรู้ผล

เจาะเลือดตรวจครรภ์ เป็นวิธีตรวจครรภ์ที่แม่นยำที่สุดในบรรดาการตรวจครรภ์ทั้งหมด นอกจากจะเห็นผลไว ขั้นตอนไม่ซับซ้อนแล้ว ยังสามารถตรวจได้ทันทีที่สงสัยว่าจะมีการปฏิสนธิเกิดขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความกังวลใจจากการรอคอยและทำให้คุณแม่เริ่มต้นดูแลตัวเองได้เร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการรับวิตามินที่จำเป็นหรือการเตรียมตัวฝากครรภ์อย่างถูกต้อง ว่าแต่วิธีนี้ดีต่อคุณแม่อย่างไร บทความนี้มีข้อมูลทั้งหมดที่คุณควรรู้มาฝาก
ดูแลคุณแม่และลูกน้อย ด้วยความใส่ใจในทุกช่วงการตั้งครรภ์
ดูแลสุขภาพคุณแม่และพัฒนาการของลูกน้อยอย่างใกล้ชิด ในบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง
เจาะเลือดตรวจครรภ์ (Pregnancy Blood Test) คืออะไร?
เจาะเลือดตรวจครรภ์ (Pregnancy Blood Test) คือ วิธีตรวจครรภ์ที่ให้ผลลัพธ์แม่นยำที่ลัพธ์ในบรรดาวิธีตรวจครรภ์ทั้งหมด โดยแพทย์จะเจาะเลือดเพื่อตรวจหาฮอร์โมน hCG ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ร่างกายสร้างขึ้นเฉพาะช่วงตั้งครรภ์เท่านั้น ข้อดีที่เหนือกว่าการตรวจด้วยปัสสาวะคือความไวในการตรวจจับ เพราะการตรวจเลือดจะแสดงผลทันทีที่ตัวอ่อนเริ่มฝังตัวเพียงไม่กี่วัน
ทำไมคุณแม่ต้องเจาะเลือดตรวจครรภ์
การเจาะเลือดตรวจครรภ์ (Pregnancy Blood Test) มีความสำคัญอย่างมากในการวินิจฉัยการตั้งครรภ์เนื่องจากให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำกว่าการตรวจปัสสาวะทั่วไป เพราะวิธีนี้จะวัดระดับฮอร์โมน hCG (Human Chorionic Gonadotropin) ได้อย่างละเอียดแม้มีปริมาณเพียงเล็กน้อย จึงช่วยยืนยันการตั้งครรภ์ได้เร็วขึ้นหลังการปฏิสนธิเพียง 7-10 วัน
นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่แพทย์ใช้ประเมินความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน เช่น การตั้งครรภ์นอกมดลูกหรือความเสี่ยงต่อการแท้งบุตร รวมถึงช่วยคำนวณอายุครรภ์เบื้องต้นเพื่อให้คุณแม่วางแผนดูแลสุขภาพและเข้ารับการฝากครรภ์ได้อย่างทันท่วงที
เจาะเลือดตรวจครรภ์ มีประโยชน์ยังไง?
- รู้ผลไวที่สุด วิธีนี้ตรวจพบการตั้งครรภ์ได้เร็วมากตั้งแต่วันที่ 7-10 หลังจากการปฏิสนธิ ซึ่งไวกว่าการรอตรวจทางปัสสาวะหลายเท่า
- ความแม่นยำสูง ลดโอกาสเกิดผลลวงหรือความคลาดเคลื่อนจากการเก็บตัวอย่างปัสสาวะที่ไม่เหมาะสม เพราะเป็นการวิเคราะห์จากเลือดโดยตรง
- วัดระดับฮอร์โมนเป็นตัวเลข สามารถประเมินอายุครรภ์เบื้องต้นได้จากการดูความเข้มข้นของฮอร์โมน hCG ในเลือด
- เฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อน ช่วยให้ตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่เนิ่นๆ เช่น ความเสี่ยงในการแท้ง หรือภาวะท้องนอกมดลูก เพื่อให้คุณแม่เข้ารับการรักษาได้อย่างรวดเร็ว
- เตรียมตัวฝากครรภ์ได้ทันที เมื่อทราบผลที่แน่นอนตั้งแต่วันแรกๆ จะช่วยให้เริ่มดูแลตัวเอง ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และรับวิตามินที่จำเป็นสำหรับทารกได้เร็วขึ้น
เจาะเลือดตรวจครรภ์ ตรวจอะไรบ้าง?
1. ตรวจระดับฮอร์โมน hCG (Human Chorionic Gonadotropin)
การเจาะเลือดตรวจครรภ์มี 2 รูปแบบ ได้แก่ การตรวจยืนยันว่าท้องหรือไม่ และการตรวจวัดระดับความเข้มข้นของฮอร์โมนออกมาเป็นค่าตัวเลขที่ชัดเจน การตรวจแบบละเอียดนี้จะช่วยให้ประเมินความสมบูรณ์ของตัวอ่อนได้เป็นอย่างดี เพราะตามปกติแล้วค่าฮอร์โมนจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวทุกๆ 48 ชั่วโมงในช่วงแรก หากพบว่าตัวเลขต่ำกว่าเกณฑ์หรือเพิ่มขึ้นช้าเกินไป นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนเรื่องความเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ผิดปกติ
2. ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC)
นอกจากการเช็กเรื่องการตั้งครรภ์แล้ว ยังตรวจสอบความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดเพื่อดูว่ามีความเสี่ยงต่อภาวะโลหิตจาง หรือมีปริมาณเกล็ดเลือดที่ปกติหรือไม่ ข้อมูลนี้สำคัญมากสำหรับการเตรียมตัวเป็นคุณแม่ เพราะร่างกายต้องใช้เลือดจำนวนมากในการส่งสารอาหารไปเลี้ยงทารก หากพบว่ามีภาวะซีดตั้งแต่เริ่มแรก จะได้เสริมธาตุเหล็กและปรับการรับประทานอาหารเพื่อป้องกันอาการอ่อนเพลียที่อาจเกิดขึ้นระหว่างอุ้มท้อง
3. ตรวจหาภูมิคุ้มกันและโรคติดต่อทางพันธุกรรม
แพทย์จะตรวจหาภูมิคุ้มกันหัดเยอรมัน ไวรัสตับอักเสบบีและเชื้ออื่นๆ ที่อาจส่งผลต่อทารกในครรภ์ รวมถึงการเช็กพาหะทาลัสซีเมีย ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมที่พบได้บ่อย การรู้ข้อมูลเหล่านี้ล่วงหน้าช่วยให้คุณแม่วางแผนการรักษาและป้องกันการส่งต่อโรคจากแม่สู่ลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4. ตรวจกรุ๊ปเลือดและหมู่เลือดพิเศษ (Rh Group)
การเจาะเลือดจะช่วยยืนยันกรุ๊ปเลือดพื้นฐานและเช็กหมู่เลือดพิเศษอย่าง Rh Negative ซึ่งพบน้อยมากในคนไทย หากคุณแม่มีหมู่เลือดพิเศษนี้และลูกในท้องมีหมู่เลือดต่างกัน ร่างกายอาจสร้างภูมิต้านทานไปทำลายเม็ดเลือดของลูกได้ ดังนั้นการตรวจพบตั้งแต่เนิ่นๆ จะทำให้แพทย์เตรียมฉีดยาป้องกันเพื่อความปลอดภัยของทารกในครรภ์ได้อย่างทันท่วงที
5. ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
แพทย์จะแนะนำให้ตรวจ HPV ควบคู่ไปด้วยหากคุณแม่ไม่ได้ตรวจมานานแล้ว การตรวจหาเชื้อไวรัส HPV เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะจะช่วยคัดกรองความเสี่ยงมะเร็งปากมดลูกตั้งแต่ระยะเริ่มต้น หากตรวจพบเชื้อในช่วงที่เริ่มตั้งครรภ์ แพทย์จะได้วางแผนการดูแลและติดตามอาการอย่างใกล้ชิดตลอดระยะเวลา 9 เดือน เพื่อให้มั่นใจว่าทั้งคุณแม่และลูกน้อยจะปลอดภัยและมีสุขภาพแข็งแรง
เจาะเลือดตรวจครรภ์ เจาะตรงไหน?
การเจาะเลือดตรวจครรภ์ก็เหมือนกับการตรวจสุขภาพทั่วไป โดยพยาบาลจะเจาะเก็บตัวอย่างเลือดจากข้อพับแขน ซึ่งเป็นบริเวณที่มีเส้นเลือดดำเห็นชัดเจนและเจ็บน้อยที่สุด ก่อนเจาะพยาบาลจะใช้สายรัดพลาสติกหรือสายยางรัดที่ต้นแขนเพื่อให้เส้นเลือดนูนเด่นขึ้นมา จากนั้นจึงทำความสะอาดผิวหนังด้วยแอลกอฮอล์แล้วใช้เข็มขนาดเล็กเจาะเลือดเพียงเล็กน้อยใส่หลอดแก้วเพื่อส่งเข้าห้องปฏิบัติการต่อไป
เจาะเลือดตรวจครรภ์ ใช้เวลานานไหม?
โดยทั่วไปจะใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที หลังจากเจาะเสร็จพยาบาลจะใช้สำลีกดทับแผลไว้ประมาณ 5-10 นาที เพื่อให้เลือดหยุดสนิท แนะนำว่าห้ามคลึงหรือนวดบริเวณที่เจาะเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เกิดรอยเขียวช้ำ
เจาะเลือดตรวจครรภ์ กี่วันรู้ผล?
หากตรวจที่คลินิกสูตินรีเวช หรือโรงพยาบาลที่มีห้องปฏิบัติการในตัว คุณแม่สามารถรอรับผลตรวจได้ภายใน 1-2 ชั่วโมงหลังจากเจาะเลือด อย่างช้าที่สุดไม่เกิน 1 วัน ขึ้นอยู่กับรอบการตรวจของสถานพยาบาลแต่ละแห่ง
เจาะเลือดตรวจครรภ์ได้ตอนไหนบ้าง?
คุณแม่สามารถเข้ารับการเจาะเลือดตรวจครรภ์ได้เร็วที่สุดตั้งแต่วันที่ 7-10 หลังจากมีเพศสัมพันธ์หรือช่วงที่คาดว่าจะมีการปฏิสนธิ ไม่จำเป็นต้องรอให้ประจำเดือนขาดนานเป็นสัปดาห์เหมือนการตรวจด้วยปัสสาวะ เพราะการตรวจแบบนี้จะตรวจจับฮอร์โมนจากตัวอ่อนที่เริ่มฝังตัวกับผนังมดลูกได้ไวมาก
การเลือกเจาะเลือดในช่วงเวลานี้จึงช่วยลดความสับสนในกรณีที่ปัสสาวะยังแสดงผลเป็นลบ ทั้งที่อาจกำลังตั้งครรภ์อยู่จริง หรือในกรณีที่คุณแม่กำลังรับการรักษาภาวะมีบุตรยาก การเจาะเลือดตามวันที่แพทย์นัดหมายจะช่วยยืนยันความสำเร็จของการตั้งครรภ์ได้อย่างแม่นยำและเป็นการเตรียมความพร้อมในการดูแลครรภ์ในลำดับถัดไป
แล้วทำไมบางคนถึงต้องเจาะเลือดตรวจครรภ์ครั้งที่ 2
คุณแม่บางคนอาจต้องเข้ารับการเจาะเลือดตรวจครรภ์ครั้งที่ 2 เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน hCG ว่ามีการเติบโตผิดปกติหรือไม่ โดยส่วนใหญ่แพทย์จะนัดตรวจห่างจากครั้งแรกประมาณ 48 ชั่วโมง โดยมีวัตถุประสงค์หลักดังนี้
- ประเมินความแข็งแรงของตัวอ่อน หากการตั้งครรภ์ปกติ ระดับฮอร์โมนควรจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว หรืออย่างน้อย 60% ขึ้นไปภายใน 2 วัน แต่หากค่าตัวเลขพุ่งสูงขึ้นตามเกณฑ์ แสดงว่าทารกกำลังพัฒนาได้ดี
- เฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อน หากระดับฮอร์โมนเพิ่มขึ้นน้อยเกินไปหรือคงที่ อาจบ่งบอกถึงความเสี่ยงต่อการแท้งบุตรหรือการตั้งครรภ์หยุดพัฒนา ซึ่งการตรวจครั้งที่ 2 จะช่วยให้แพทย์ตัดสินใจวางแผนการรักษาได้ทันที
- แยกแยะภาวะท้องนอกมดลูก ในกรณีที่คนไข้ปวดท้องรุนแรงหรือมีเลือดออกร่วมด้วย แต่ผลอัลตราซาวด์ยังมองไม่เห็นถุงตั้งครรภ์ การดูแนวโน้มของฮอร์โมนจากการเจาะเลือดครั้งที่ 2 จะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยภาวะท้องนอกมดลูกได้แม่นยำขึ้นก่อนที่จะเกิดเหตุรุนแรง
- ยืนยันผลหลังการทำเด็กหลอดแก้ว สำหรับผู้ที่เข้ารับการรักษาภาวะมีบุตรยาก การเจาะเลือดครั้งที่ 2 เป็นขั้นตอนมาตรฐานที่ช่วยยืนยันว่าตัวอ่อนที่ฝังตัวไปนั้นยังคงเติบโตต่อไปได้
เตรียมตัวอย่างไรก่อนไปเจาะเลือดตรวจครรภ์
การเตรียมตัวก่อนมาเจาะเลือดตรวจครรภ์นั้นง่ายมากและไม่ต้องเตรียมตัวซับซ้อนเหมือนการตรวจสุขภาพใหญ่ สำหรับสิ่งที่คุณแม่ควรเตรียมตัวมีดังนี้
- ไม่ต้องงดน้ำและอาหาร คุณแม่สามารถรับประทานอาหารและดื่มน้ำได้ตามปกติก่อนเข้ารับการเจาะเลือด เพราะอาหารไม่มีผลต่อระดับฮอร์โมน hCG ในร่างกาย
- พักผ่อนให้เพียงพอ คุณแม่ควรนอนให้เพียงพอเพื่อลดอาการเวียนหัวหรืออ่อนเพลียหลังการเจาะเลือด โดยเฉพาะคนที่มีอาการแพ้ท้องในช่วงแรก
- สวมเสื้อผ้าที่สะดวก แนะนำให้ใส่เสื้อแขนสั้นหรือเสื้อที่พับแขนเสื้อขึ้นง่าย เพื่อให้พยาบาลหาเส้นเลือดบริเวณข้อพับแขนได้ง่ายขึ้น
- เตรียมข้อมูลรอบประจำเดือน จดบันทึกวันที่ประจำเดือนมาครั้งสุดท้าย หรือวันที่คาดว่ามีการปฏิสนธิ เพื่อให้แพทย์ใช้ประกอบการวินิจฉัยคู่กับผลเลือด
- แจ้งข้อมูลการใช้ยา หากคุณแม่กำลังรับประทานยาที่มีส่วนผสมของฮอร์โมน หรือกำลังรักษาภาวะมีบุตรยาก ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อน เพราะยาบางชนิดอาจมีผลต่อการแปลผลค่าฮอร์โมนในเลือด
เจาะเลือดตรวจครรภ์ ราคาเท่าไหร่?
สำหรับบริการเจาะเลือดตรวจครรภ์ ราคาขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของสถานบริการแต่ละแห่ง คุณสามารถสอบถามรายละเอียดหรือหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บริการฝากครรภ์ ตรวจครรภ์ สำหรับส่งเสริมสุขภาพคนท้อง
แม้ว่าการเจาะเลือดตรวจครรภ์จะช่วยให้คำตอบที่ชัดเจนภายในระยะเวลาอันสั้น แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือการเริ่มต้นดูแลตัวเองเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับลูกน้อยที่กำลังจะลืมตาดูโลก เพราะสุขภาพที่แข็งแรงของคุณแม่ตั้งแต่วันนี้ คือของขวัญล้ำค่าที่สุดสำหรับทารกในครรภ์ ทั้งการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การพักผ่อนให้เพียงพอ รวมถึงการปรึกษาแพทย์เพื่อฝากครรภ์ทันทีที่ทราบผล ซึ่งเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้การเดินทางครั้งนี้เต็มไปด้วยความราบรื่นและปลอดภัยต่อทั้งคุณแม่และเจ้าตัวน้อย
