มดลูกแตกคืออะไร ภาวะอันตรายต่อแม่และลูกน้อย สาเหตุและวิธีป้องกัน

มดลูกแตกคือ

ภาวะมดลูกแตก (Uterine Rupture) เป็นหนึ่งในเหตุฉุกเฉินของการตั้งครรภ์ที่พบได้น้อยกว่า 0.01% (อ้างอิงจากการศึกษาในวารสาร BMC Pregnancy and Childbirth (Wen et al., 2025)) ถึงกระนั้นกลับมีความรุนแรงและอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตของแม่และลูกน้อย ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที การรู้จักภาวะมดลูกแตกจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคุณแม่และครอบครัวซึ่งควรใส่ใจตั้งแต่เริ่มฝากครรภ์

ดูแลคุณแม่และลูกน้อย ด้วยความใส่ใจในทุกช่วงการตั้งครรภ์

ดูแลสุขภาพคุณแม่และพัฒนาการของลูกน้อยอย่างใกล้ชิด ในบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง

มดลูกแตกคืออะไร

มดลูกแตก คือ ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงระหว่างการตั้งครรภ์ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อผนังกล้ามเนื้อมดลูกฉีกขาดในระหว่างการตั้งครรภ์หรือการคลอด การฉีกขาดของมดลูกอาจทำให้ทารกและรกเคลื่อนออกไปสู่ช่องท้อง ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยรุนแรงหรือเสียชีวิต โดยแบ่งภาวะมดลูกแตกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

  • มดลูกแตกสมบูรณ์ (Complete Uterine Rupture) มดลูกเป็นอวัยวะที่ทำจากกล้ามเนื้อ ประกอบด้วยชั้นเยื่อบุด้านใน ชั้นกล้ามเนื้อเรียบ ชั้นเยื่อหุ้มด้านนอกเพื่อรองรับการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ มดลูกแตกสมบูรณ์จึงเป็นการฉีกขาดทะลุครบทั้งสามชั้นซึ่งถือเป็นภาวะอันตรายรุนแรง ต้องได้รับการรักษาทันที
  • มดลูกแตกไม่สมบูรณ์ (Incomplete Uterine Rupture) เกิดขึ้นเมื่อกล้ามเนื้อมดลูกฉีกขาดบางส่วน แต่เยื่อบุช่องท้องยังคงสมบูรณ์ ทารกและรกยังคงอยู่ภายในโพรงมดลูก แตกต่างจากภาวะมดลูกแตกสมบูรณ์ที่ทารกและรกสามารถเคลื่อนออกไปสู่ช่องท้องได้

ความเสี่ยงและความอันตราย

ภาวะมดลูกแตกจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อทั้งคุณแม่ตั้งครรภ์และทารก ดังนี้

  • ผลกระทบต่อสุขภาพของแม่ มดลูกแตกจะทำให้เสียเลือดอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตของคุณแม่ตั้งครรภ์ จึงต้องได้รับเลือด และต้องเข้ารับการดูแลในหอผู้ป่วยวิกฤต นอกจากนั้นยังมีโอกาสที่จะเกิดภาวะตกเลือดหลังคลอด
  • ผลกระทบต่อทารก มดลูกแตกทำให้ทารกมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะกรดในเลือดรุนแรง (Severe Acidosis) ในระดับสูง การบาดเจ็บทางสมองหรือการขาดอากาศหายใจ

มดลูกแตก สาเหตุเกิดจากปัจจัยอะไร

ภาวะมดลูกแตก สาเหตุหลักเกิดจากการมีแผลเป็นเพราะการผ่าตัดมดลูก โดยเฉพาะการผ่าตัดคลอด รวมถึงปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ อันประกอบด้วย

  1. เคยผ่าตัดมดลูก การมีประวัติผ่าตัดมดลูกถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุด การมีแผลเป็นจากการผ่าตัดเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผนังมดลูกอ่อนแอ และเสี่ยงต่อการฉีกขาดในระหว่างการตั้งครรภ์หรือการคลอดครั้งต่อไป แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าการผ่าตัดคลอดจะเป็นอันตรายต่อร่างกาย
  2. ตั้งครรภ์หลายครั้ง ผู้หญิงที่เคยตั้งครรภ์หลายครั้งมีความเสี่ยงสูงขึ้น เนื่องจากผนังมดลูกมีการยืดและหดตัวซ้ำ ๆ จนทำให้โครงสร้างอ่อนแอลง
  3. เคยได้รับการกระตุ้นการคลอด การใช้ยากระตุ้นการคลอด เช่น ออกซิโทซิน (Oxytocin) หรือ พรอสตาแกลนดิน (Prostaglandins) เป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะมดลูกแตก เนื่องจากยาจะเพิ่มความถี่และความรุนแรงในการหดรัดตัวของมดลูก ซึ่งอาจสร้างภาระต่อกล้ามเนื้อผนังมดลูก โดยเฉพาะในผู้ที่มีแผลเป็นอยู่แล้ว
  4. อาการบาดเจ็บ การบาดเจ็บบริเวณช่องท้อง เช่น อุบัติเหตุทางรถยนต์หรือการหกล้ม อาจทำให้ผนังมดลูกฉีกขาดได้ โดยเฉพาะในกรณีที่มดลูกมีความอ่อนแอจากปัจจัยอื่น
  5. ความผิดปกติของมดลูกตั้งแต่กำเนิด ความผิดปกติของโครงสร้างมดลูก เช่น มดลูกสองโพรง (Bicornuate Uterus) หรือ มดลูกมีผนังกั้น (Septate Uterus) สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะมดลูกแตกได้ เนื่องจากบริเวณที่มีความผิดปกติในผนังมดลูกมีแนวโน้มจะฉีกขาดในระหว่างการตั้งครรภ์หรือการคลอด

มดลูกแตกอาการเป็นอย่างไร

ภาวะมดลูกแตก อาการจะแตกต่างกันไปตามช่วงเวลาที่เกิด แต่มีโอกาสเกิดได้ทั้งระหว่างตั้งครรภ์หรือระหว่างคลอด โดยอาการและสัญญาณของภาวะดังกล่าวอาจไม่จำเพาะเจาะจง มีบางสัญญาณที่อาจระบุได้ถึงภาวะมดลูกแตก เช่น

  • คุณแม่ตั้งครรภ์มีอัตราการเต้นของหัวใจเร็วผิดปกติ หรือความดันโลหิตต่ำ
  • ปวดท้องเฉียบพลันและรุนแรง
  • มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด
  • เกิดการหดรัดตัวของมดลูกไม่หยุด
  • การคลอดที่หยุดชะงักหรือช้าลงผิดปกติ
  • อัตราการเต้นหัวใจของทารกผิดปกติ (Fetal Distress)

การรับรู้และตรวจพบอาการเหล่านี้ตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยหากพบอาการผิดปกติระหว่างตั้งครรภ์ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันทีเพื่อประเมินอาการหรือเตรียมมาตรการป้องกัน ซึ่งจะเป็นการช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้คุณแม่ตั้งครรภ์และทารก

วิธีป้องกันมดลูกแตก

ภาวะมดลูกแตกเป็นอันตรายต่อทั้งแม่และทารก ซึ่งอาจนำไปสู่การเสียชีวิต ดังนั้น วิธีการที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการป้องกันภาวะมดลูกแตก คือ การลดปัจจัยเสี่ยง ซึ่งควรเริ่มตั้งแต่ก่อนการตั้งครรภ์ครั้งแรก โดยเริ่มจาก

วางแผนการตั้งครรภ์อย่างรอบคอบ

ถ้าเป็นไปได้ควรตั้งครรภ์ก่อนอายุ 30 ปี เนื่องจากอายุที่มากขึ้นเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการตั้งครรภ์ และควรหลีกเลี่ยงการตั้งครรภ์ภายใน 2 ปีหลังการผ่าตัดคลอด เพื่อให้แผลเป็นบริเวณมดลูกมีเวลาฟื้นตัวอย่างเพียงพอ

ปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลการตั้งครรภ์

การฝากครรภ์ไม่ใช่แค่การติดตามสุขภาพของคุณแม่และทารกเท่านั้น แต่ยังทำให้แพทย์รับทราบความเสี่ยงทั้งหมดในการตั้งครรภ์อีกด้วย ดังนั้น เมื่อตั้งครรภ์ จึงควรแจ้งประวัติการรักษาและการผ่าตัดที่เคยทำมาก่อน เพื่อให้แพทย์ประเมินความเสี่ยงต่อภาวะมดลูกแตก ซึ่งแพทย์อาจทำการอัลตร้าซาวด์ 4 มิติ กรุงเทพมหานคร เพื่อดูสภาพของมดลูกอย่างชัดเจน ให้ข้อมูล คำปรึกษา และฉีดวัคซีนคนท้องเพื่อป้องกันสภาวะและความเสี่ยง รวมถึงเฝ้าระวังอัตราการเต้นหัวใจและการเคลื่อนไหวของทารกอย่างใกล้ชิด

ศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

ควรเรียนรู้สัญญาณและอาการของภาวะมดลูกแตก เช่น อาการปวดท้องเฉียบพลันรุนแรง รวมทั้งไม่ควรละเลยอาการผิดปกติเล็ก ๆ น้อย ๆ หากพบอาการผิดปกติระหว่างการตั้งครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์ทันที

วิธีรักษามดลูกแตก

ในกรณีที่เกิดภาวะมดลูกแตก มักต้องทำการผ่าตัดคลอดฉุกเฉินเพื่อช่วยคลอดทารกหรือป้องกันภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่อาจจะเกิดกับคุณแม่และทารก รวมทั้งจำเป็นต้องให้เลือดทดแทน เพื่อให้สภาพร่างกายของคุณแม่อยู่ในสภาวะคงที่ โดยการพิจารณาซ่อมแซมมดลูกหรือการตัดมดลูกขึ้นอยู่กับความเสียหายของมดลูก ซึ่งกระบวนการดังกล่าวจะมีเป้าหมายในการควบคุมการเสียเลือดและป้องกันภาวะแทรกซ้อน

ก่อนเริ่มมีบุตร คุณแม่และคุณพ่อควรมองหาคลินิกฝากครรภ์ กรุงเทพมหานครเพื่อสอบถามข้อมูลและเริ่มเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการตั้งครรภ์ หลังการตั้งครรภ์ควรเข้ารับการตรวจสม่ำเสมอเพื่อติดตามสุขภาพระหว่างการตั้งครรภ์ ควรรับวัคซีนคนท้องเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนั้นการแจ้งประวัติทางการแพทย์อย่างครบถ้วนก็เป็นเรื่องสำคัญมากเช่นกัน

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาวะมดลูกแตก

คนที่เคยผ่าตัดคลอดทั่วไป มีความเสี่ยงในการเกิดภาวะมดลูกแตกอยู่ที่ราว 0.2% โดยที่ไม่มีรายงานว่าพบภาวะมดลูกแตกก่อนเจ็บครรภ์ จึงไม่ต้องเป็นกังวล ทั้งนี้ กรณีที่เคยผ่าคลอดควรเว้นช่วงระยะเวลาตั้งครรภ์อย่างน้อย 2 ปี เพื่อให้แผลผ่าคลอดหายสนิท

ความเสี่ยงในการเกิดภาวะมดลูกแตกเมื่อตั้งครรภ์ขณะมีอายุมากกว่า 30 ปี จำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ของคุณแม่แต่ละรายร่วมด้วย เนื่องจากความเสี่ยงของภาวะมดลูกแตกสัมพันธ์กับประวัติการผ่าตัดมากกว่าอายุ โดยอัตราการเกิดภาวะมดลูกแตกในผู้หญิงที่เคยผ่าตัดคลอดมาก่อนอยู่ที่ประมาณ 0.2–0.9% ทั้งนี้งานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับภาวะร่วมทางการตั้งครรภ์ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และภาวะรกผิดปกติ แสดงให้เห็นว่าอาการดังกล่าว ส่วนมากจะพบในมารดาที่อายุมากกว่า 30 ปี และนั่นเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้โอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนในมดลูกเพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับเมื่ออายุมากขึ้น ความสามารถในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อของร่างกายจะช้าลง ส่งผลให้แผลผ่าตัดมดลูกมีความเปราะบางมากขึ้น

ปกติแล้ว คุณแม่ไม่จำเป็นต้องกังวลถึงภาวะมดลูกแตก แม้จะอายุมากกว่า 30 ปี แต่ถ้าไม่มีความเสี่ยง เช่น ไม่เคยมีประวัติผ่าตัดมดลูก หรือมีประวัติการผ่าคลอดปกติเพียง 1 ครั้ง รวมถึงถ้าแพทย์ผ่าตัดด้วยแผลแนวนอนต่ำ (Low-transverse incision) ความเสี่ยงจะต่ำลง ทั้งนี้ แพทย์ผู้รับฝากครรภ์จะเป็นผู้ทำการประเมินโอกาสในการเกิดภาวะเสี่ยงต่าง ๆ คุณแม่จึงควรรีบฝากครรภ์เมื่อทราบว่าท้องและต้องแจ้งประวัติทางการแพทย์ให้ครบถ้วน

ช่องทางนัดหมายแพทย์