เช็ก 5 อาการ PCOS ด้วยตัวเอง พร้อมขั้นตอนการตรวจและการเตรียมตัวที่ถูกต้อง

จริงอยู่ที่ PCOS มีสาเหตุมาจากปัจจัยภายในต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาวะดื้ออินซูลิน, ระดับฮอร์โมนไม่สมดุล โดยเฉพาะฮอร์โมน LH และฮอร์โมนกลุ่มแอนโดรเจน รวมถึงพันธุกรรมจากคนในครอบครัว แต่ในความเป็นจริงแล้วสิ่งที่ไปกระตุ้นให้ PCOS แสดงอาการชัดขึ้น นั่นก็คือพฤติกรรมการกินที่ใครหลายคนละเลย หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีความเสี่ยง บทความนี้เรามี 7 อาการที่สามารถสังเกตได้ พร้อมวิธีป้องกันที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
สุขภาพผู้หญิง เรื่องใกล้ตัว
ดูแลได้ทุกช่วงวัย
บริการตรวจและรักษาอาการเจ็บป่วยทางนรีเวช ตรวจติดเชื้อ คัดกรองมะเร็งปากมดลูก ให้คำปรึกษาเรื่องประจำเดือน ฮอร์โมน และการคุมกำเนิด โดยทีมแพทย์ที่เป็นกันเอง
ทำไมการกินถึงซ้ำเติม PCOS ให้รุนแรงขึ้น
แม้ว่ายังไม่มีหลักฐานว่าการกินจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิด PCOS โดยตรง แต่อาหารที่รับประทานเข้าไปนั้นมีผลต่ออินซูลินเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอาหารที่มีน้ำตาลสูง, แป้งขัดขาว, อาหารแปรรูป หรือแม้แต่การทานอาหารไม่เป็นเวลา ส่งผลให้อินซูลินพุ่งสูง ซึ่งในร่างกายของผู้ป่วย PCOS มีภาวะดื้ออินซูลินเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อร่างกายมีอินซูลินในเลือดสูงเกินไป จะไปกระตุ้นรังไข่ผลิตฮอร์โมนเพศชายออกมามากกว่าปกติ จนไปขัดขวางกระบวนการตกไข่ ทำให้ประจำเดือนขาดหรือมาไม่ปกติ รวมถึงกระตุ้นต่อมไขมันให้ทำงานหนัก จนเป็นสิวและเส้นขนขึ้นดกตามร่างกาย ส่วนอินซูลินที่ตกค้างยังทำหน้าที่สะสมไขมัน ทำให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้ยากและเก็บกักไขมันได้ง่ายขึ้น เป็นสาเหตุให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น อย่างรวดเร็วแต่ลดยากนั่นเองค่ะ
5 อาการ PCOS ที่คุณไม่ควรละเลย
1. ประจำเดือนผิดปกติ
ถือเป็นอาการแรกที่สังเกตได้ง่ายที่สุดค่ะ มีทั้งแบบเดือนเว้นเดือน (นานเกิน 35 วัน), ปีหนึ่งมีประจำเดือนไม่เกิน 6-8 ครั้ง หรือบางคนอาจหายไปนานเป็นปีก็มีนะคะ โดยเกิดจากไข่ไม่ตกตามรอบธรรมชาติ หรืออาจเกิดจากผนังมดลูกหนาตัวมากเกินไปเพราะไม่มีการตกไข่ค่ะ หรือในบางรายอาจมีอาการเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอดร่วมด้วยเช่นกันค่ะ
2. ภาวะฮอร์โมนเพศชายสูง
เมื่อร่างกายมีอินซูลินล้นและกระตุ้นให้รังไข่ผลิตฮอร์โมนเพศชายออกมามากเกินไป จะแสดงออกผ่านรูปลักษณ์ภายนอกชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นสิวเรื้อรังบริเวณกรามและลำคอ, มีขนดกตามใบหน้า หน้าอก หรือหลัง บางรายอาจมีอาการผมบางหรือผมร่วงบริเวณกลางศีรษะเหมือนผู้ชายเลยค่ะ
3. ผิวหนังคล้ำและหนา
หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าเป็นขี้ไคลที่ล้างไม่ออก แต่ในความเป็นจริงแล้วเกิดจากภาวะ PCOS ที่กระตุ้นปฏิกิริยาของผิวหนังต่อระดับอินซูลินที่สูงเกินไปในเลือด ทำให้ผิวหนังคล้ำ ดำ ดูหนาขึ้น คล้ายกำมะหยี่
โดยเฉพาะบริเวณผิวหนังตามข้อพับ ได้แก่ ซอกคอ, รักแร้ และขาหนีบ
4. อ้วนลงพุงง่าย
เมื่อเซลล์ในร่างกายไม่ตอบสนองต่ออินซูลินตามปกติ ร่างกายจะต้องผลิตอินซูลินออกมาในปริมาณสูงค้างไว้ในกระแสเลือดเพื่อควบคุมระดับน้ำตาล ซึ่งอินซูลินนี้เองก็มีหน้าที่เป็นฮอร์โมนสะสมไขมัน (Fat Storage Hormone) โดยเฉพาะบริเวณช่องท้อง ต่อให้คุณจะคุมอาหารในปริมาณเท่าเดิมแต่ร่างกายกลับสะสมพลังงานเป็นไขมันแทนการนำไปเผาผลาญ อีกทั้งภาวะยังไปขัดขวางการสลายไขมันเก่า ทำให้น้ำหนักพุ่งสูงขึ้นและลดน้ำหนักยากกว่าคนทั่วไปค่ะ
5. อารมณ์แปรปรวนง่าย
หงุดหงิดง่าย เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย โดยเฉพาะช่วงก่อนมีประจำเดือน อาจมีสาเหตุมาจากฮอร์โมนเพศไม่สมดุล ส่งผลให้ระดับโปรเจสเตอโรนและเอสโตรเจนไม่สัมพันธ์กัน ความผันผวนนี้จะกระทบต่อซโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทในสมองที่ทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์และความรู้สึก ทำให้ระดับความเข้มข้นของสารความสุขลดลง ทำให้คุณรู้สึกหงุดหงิดง่าย อ่อนไหวผิดปกติ หรือดำดิ่งไปสู่อาการซึมเศร้าได้มากกว่าที่เคยเป็น
PCOS ตรวจยังไง?
1. ขั้นตอนการตรวจ
- การซักประวัติอย่างละเอียด: แพทย์จะสอบถามข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับรอบเดือนว่ามาสม่ำเสมอไหม หายไปกี่เดือน, ประวัติสิวเรื้อรัง, ขนดกตามตัว รวมถึงประวัติสุขภาพของคนในครอบครัว
- การตรวจร่างกายภายนอก: โดยดูจากลักษณะทางกายภาพที่บ่งบอกว่าคนไข้มีฮอร์โมนเพศชายสูง เช่น สิวบริเวณกราม, ขนดกผิดปกติ, ผมบางกลางศีรษะ หรือปื้นดำหนาที่ซอกคอ เพื่อตรวจหาสัญญาณดื้ออินซูลิน
- การเจาะเลือดเช็กระดับฮอร์โมน: แพทย์จะเจาะเลือดเพื่อดูระดับฮอร์โมนเพศชาย (Androgen) และฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองที่ควบคุมรังไข่ (LH/FSH) ท้ังนี้อาจตรวจระดับน้ำตาลและอินซูลินในเลือดร่วมด้วย
- การทำอัลตราซาวด์ผ่านทางช่องคลอด: เพื่อดูลักษณะของรังไข่ว่ามีถุงน้ำขนาดเล็กจำนวนมาก หรือมีรังไข่ขนาดโตกว่าปกติหรือไม่
- การตรวจเพื่อแยกโรคอื่น: แพทย์อาจตรวจเช็กการทำงานของต่อมไทรอยด์หรือต่อมหมวกไต เพื่อให้แน่ใจว่าอาการประจำเดือนผิดปกติไม่ได้มาจากสาเหตุอื่น
2. การเตรียมตัว
เพื่อให้ได้ข้อมูลที่แม่นยำที่สุด ซึ่งจะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยได้เร็วขึ้น คนไข้ควรเตรียมข้อมูลจำเป็นดังต่อไปนี้ค่ะ
- บันทึกรอบเดือนย้อนหลัง: แนะนำให้เตรียมจดข้อมูลย้อนหลังอย่างน้อย 6-12 เดือนว่าประจำเดือนมาวันไหนบ้าง ขาดไปช่วงไหน หรือมานานผิดปกติกี่วัน (แนะนำให้ใช้แอปพลิเคชันในมือถือช่วยจดครับ)
- จดลิสต์อาการผิดปกติ: เช่น มีสิวเห่อตั้งแต่เมื่อไหร่, ขนดกขึ้นบริเวณไหน, น้ำหนักตัวพุ่งขึ้นกี่กิโลกรัม ภายในระยะเวลาเท่าไหร่
- รวมประวัติการใช้ยา: เตรียมข้อมูลยาที่กินอยู่ในปัจจุบัน รวมถึงอาหารเสริมและยาคุมกำเนิด (ถ้ามี) เพราะยาเหล่านี้มีผลโดยตรงต่อระดับฮอร์โมนที่แพทย์ต้องการตรวจ
- ประวัติสุขภาพครอบครัว: สอบถามข้อมูลจากคนในครอบครัวที่เป็นเพศหญิง เพื่อดูว่ามีใครที่มีปัญหาเรื่องประจำเดือน, มีบุตรยาก หรือเป็นเบาหวานบ้างไหม เพื่อหาแนวโน้มของภาวะ PCOS
- เลือกช่วงเวลาตรวจเลือด: หากยังมีประจำเดือนอยู่ แนะนำให้ไปพบแพทย์ในช่วงวันที่ 2-5 ของการมีประจำเดือน เนื่องจากค่าฮอร์โมนจะอยู่ในระดับพื้นฐานที่วัดผลได้ชัดเจนที่สุด
- เตรียมความพร้อมสำหรับการอัลตราซาวด์: กรณีตรวจผ่านหน้าท้อง แนะนำให้ดื่มน้ำเยอะๆ เพื่อให้กระเพาะปัสสาวะเต็ม ซึ่งจะช่วยให้แพทย์เห็นมดลูกและรังไข่ชัดขึ้น แต่ในกรณีตรวจผ่านช่องคลอด แนะนำให้ใส่ชุดที่ถอดง่ายเพื่อความสะดวกในการตรวจ
- งดน้ำและอาหาร (ตามคำแนะนำของแพทย์): ในกรณีที่แพทย์ต้องการตรวจระดับน้ำตาลหรือไขมันในเลือดร่วมด้วย อาจต้องงดอาหารล่วงหน้าอย่างน้อย 8-12 ชั่วโมง ทั้งนี้อาจสอบถามกับทางโรงพยาบาลอีกทีเพื่อความปลอดภัยค่ะ
- เตรียมเงินให้พร้อม (อัปเดตปีล่าสุด) หากโรงพยาบาลรัฐ จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 1,500-3,000 บาท (ใช้สิทธิบัตรทอง/ประกันสังคมได้ในบางกรณี ขึ้นอยู่กับแต่ละโรงพยาบาล) ส่วนโรงพยาบาลเอกชน/คลินิก จะคิดเป็นแพ็กเกจตรวจ PCOS โดยเฉพาะ ค่าใช้จ่ายประมาณ 4,500-8,500 บาท (รวมค่าแพทย์และอัลตราซาวด์) ทั้งนี้อาจมีค่าใช้จ่ายแยกส่วน หากตรวจแค่บางรายการ เช่น อัลตราซาวด์อย่างเดียวจะอยู่ที่ประมาณ 1,500–2,500 บาท และค่าตรวจเลือดเช็กฮอร์โมนประมาณ 2,000 – 4,000 บาท ครับ
หากคุณสังเกตพบอาการผิดปกติและเริ่มไม่แน่ใจว่าสัญญาณนั้นคือ PCOS หรือไม่ อย่าชะล่าใจนะคะ เพราะการปล่อยทิ้งไว้อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพเรื้อรังเกินได้ในอนาคต ทางที่ดีเราขอแนะนำให้ปรึกษาและเข้ารับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียดที่คลินิกสูตินรีเวช เพื่อให้สูตินรีแพทย์ช่วยประเมินความเสี่ยงตั้งแต่วันแรกที่สงสัย ผ่านขั้นตอนการตรวจระดับฮอร์โมนและทำอัลตราซาวด์ที่ทันสมัย เพื่อวางแผนการรักษาที่ตรงจุดและเหมาะกับร่างกายของคุณมากที่สุด
