ติดเชื้อ HPV หายไหม? รักษาได้ด้วยวิธีไหน? ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

ติดเชื้อ HPV หายไหม

หลายคนคงเคยได้ยินเกี่ยวกับความน่ากลัวของโรคที่เกิดจากเชื้อ HPV กันมาบ้าง ในความเป็นจริงแล้วเชื้อดังกล่าวไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด แต่สิ่งที่น่ากลัวจริงๆ นั่นคือผลจากการไม่ตรวจ, ไม่ติดตามผล และไม่ป้องกัน ที่อาจลุกลามกลายเป็นโรคร้ายแรงในระยะยาว ทั้งภาวะเซลล์ผิดปกติ, มะเร็งปากมดลูก หรือแม้แต่มะเร็งช่องคลอด และสำหรับใครที่ยังกังวลเกี่ยวกับการติดเชื้อดังกล่าวอยู่ บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจและรับมือกับมันได้ดียิ่งขึ้นค่ะ

สุขภาพผู้หญิง เรื่องใกล้ตัว
ดูแลได้ทุกช่วงวัย

บริการตรวจและรักษาอาการเจ็บป่วยทางนรีเวช ตรวจติดเชื้อ คัดกรองมะเร็งปากมดลูก ให้คำปรึกษาเรื่องประจำเดือน ฮอร์โมน และการคุมกำเนิด โดยทีมแพทย์ที่เป็นกันเอง

HPV คืออะไร?

HPV คืออะไร (Human Papilloma Virus) เป็นเชื้อไวรัสที่ติดต่อผ่านการสัมผัสเยื่อบุที่ติดเชื้อบริเวณผิวหนังและการมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน ในปัจจุบันพบเชื้อไวรัส HPV มากกว่า 200 สายพันธุ์ โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มความเสี่ยงต่ำที่ก่อให้เกิดโรคหูดหงอนไก่ และกลุ่มความเสี่ยงสูง ได้แก่ สายพันธุ์ 16 และ 18 ที่ก่อให้เกิดโรคร้ายแรง เช่น มะเร็งปากมดลูก, มะเร็งช่องคลอด และมะเร็งปากช่องคลอด

HPV อันตรายไหม?

ความอันตรายที่แท้จริงของเชื้อ HPV ไม่ใช่แค่ความรุนแรงของตัวไวรัส แต่คือการที่มันแฝงตัวอยู่ภายในร่างกายอย่างเงียบเชียบ โดยไม่แสดงอาการผิดปกติใดๆ และรอเวลาลุกลามไปยังเซลล์ต่างๆ ภายในร่างกาย โดยเฉพาะสายพันธุ์ความเสี่ยงสูงอย่างสายพันธุ์ 16 และ 18 หากระบบภูมิคุ้มกันไม่สามารถกำจัดเชื้อได้และตกค้างอยู่นานเกิน 1-2 ปี เชื้อจะเริ่มเข้าไปทำลายและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเซลล์ จนนำไปสู่โรคร้ายแรงที่อันตรายถึงแก่ชีวิต

แม้ HPV จะขึ้นชื่อว่าเป็นเชื้อร้าย แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คุณคิด หากคุณรู้และรับมืออย่างถูกวิธี เพราะมะเร็งที่เกิดจาก HPV ส่วนใหญ่จะต้องใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะเกิดโรค ดังนั้นการใส่ใจหมั่นสังเกตตัวเองและเข้ารับการตรวจคัดกรองอย่างต่อเนื่อง ด้วยการตรวจ Pap Smear, ตรวจ HPV positive หรือตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้สูตินรีแพทย์ตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ซึ่งเป็นระยะที่ยังสามารถรักษาให้หายขาดได้ก่อนจะลุกลามเป็นมะเร็งค่ะ

ติดเชื้อ HPV หายไหม?

“มีโอกาสหายได้ค่ะ” เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายสามารถกำจัดเชื้อได้เองตามธรรมชาติภายใน 1-2 ปี โดยเฉพาะในผู้หญิงอายุ 20-45 และผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง โดยคิดเป็นอัตราส่วนมากกว่า 70–90% ของผู้ติดเชื้อ อ้างอิงจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (Centers for Disease Control and Prevention) หรือ CDC ของประเทศสหรัฐอเมริกา และองค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) 

ติดเชื้อ HPV รักษายังไง? รักษาได้ด้วยวิธีไหนบ้าง?

กรณีที่เป็นเชื้อ HPV สายพันธุ์ 16 และ 18 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูงและสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งปากมดลูกนั้น แม้ว่าในปัจจุบันจะไม่มีวิธีการกำจัดเชื้อ HPV โดยตรง แต่ในปัจจุบันการรักษาจะมุ่งเน้นไปที่การกำจัดเซลล์ที่ผิดปกติที่เกิดจากเชื้อไวรัส เพื่อป้องกันไม่ให้ลุกลามกลายเป็นมะเร็งในอนาคต สำหรับวิธีการรักษาแบ่งออกดังนี้

1. การติดตามอย่างใกล้ชิด

หากตรวจพบเชื้อแต่ยังไม่พบเซลล์ที่ผิดปกติชัดเจน หรือพบเซลล์ที่ผิดปกติเพียงเล็กน้อย แพทย์อาจยังไม่ทำการรักษาด้วยการผ่าตัด แต่จะนัดตรวจเพื่อติดตาม ทุกๆ 6-12 เดือน เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายสามารถกำจัดเซลล์ผิดปกติได้ด้วยตัวเองตามธรรมชาติ

2. การรักษาเซลล์ในระยะก่อนมะเร็ง

หากพบความเปลี่ยนแปลงของเซลล์ปากมดลูก เช่น ชิ้นเนื้อเป็น CIN 2 หรือ CIN 3 แพทย์จะรีบกำจัดชิ้นเนื้อออกโดยวิธีต่างๆ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ ได้แก่

  • การใช้ห่วงไฟฟ้าตัดรอยโรค (LEEP): แพทย์จะใช้ห่วงลวดไฟฟ้าขนาดเล็กตัดเอาเนื้อเยื่อที่ผิดปกติออก
  • การจี้เย็น (Cryotherapy): การใช้ความเย็นจัดทำลายเซลล์ที่ผิดปกติ มักใช้ในกรณีรอยโรคมีขนาดเล็ก
  • การใช้เลเซอร์ (Laser Therapy): ใช้ลำแสงเลเซอร์ทำลายหรือตัดเนื้อเยื่อส่วนที่มีปัญหา
  • การผ่าตัดปากมดลูกด้วยมีด (Cold Knife Conization): แพทย์จะตัดเนื้อเยื่อปากมดลูกออกเป็นรูปกรวย ใช้ในกรณีที่รอยโรคอยู่ลึก หรือมีความเสี่ยงสูง

3. การเสริมภูมิคุ้มกันให้ตัวเอง

นอกเหนือจากการรักษาด้วยวิธีการทางการแพทย์แล้ว แพทย์จะแนะนำให้คนไข้ดูแลตัวเองเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ, รับประทานอาหารที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันโดยเน้นผักผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ รวมถึงการงดสูบบุหรี่ เพราะบุหรี่มีสารพิษต่างๆ ที่กระตุ้นให้เซลล์​เกิดความผิดปกติและพัฒนากลายเป็นเซลล์มะเร็งไวขึ้น

4. ฉีดวัคซีน HPV

แม้ว่าคนไข้จะเคยติดเชื้อ HPV และหายไปแล้วก็ตาม แต่เนื่องจากเชื้อ HPV มีจำนวนมากถึง 100 สายพันธุ์ ดังนั้นคนไข้ควรฉีดวัคซีน HPV เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันครอบคลุมไปยังสายพันธุ์ก่อโรคอื่นๆ ที่คนไข้ยังไม่ได้รับเชื้อมา ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดรอยโรคซ้ำซ้อนจากสายพันธุ์ใหม่ๆ ในอนาคต 

นอกจากนี้ ข้อมูลทางการแพทย์ในปัจจุบันบ่งชี้ว่า การได้รับวัคซีนหลังกระบวนการรักษาเซลล์ผิดปกติ (เช่น การทำ LEEP) จะช่วยกระตุ้นระดับแอนติบอดี้ให้สูงขึ้นจนสามารถลดโอกาสที่เชื้อเดิมจะกลับมาก่อโรคซ้ำได้อย่างมีนัยสำคัญ 

ดังนั้นการฉีดวัคซีนจึงไม่ใช่เพียงการป้องกันในเบื้องต้นให้กับผู้ที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมเกราะป้องกันระยะยาวให้กับผู้ที่กำลังติดเชื้ออยู่ เพื่อลดความเสี่ยงที่จะลุกลามไปสู่มะเร็งปากมดลูกในท้ายที่สุด 

HPV ป้องกันได้ไหม?

คุณสามารถป้องกันเชื้อ HPV ได้ด้วยวิธีต่างๆ กับสูตินรีแพทย์ได้ทางคลินิกสูตินรีเวช ทั้งการตรวจ Pap smear, การตรวจ HPV positive, ฉีดวัคซีน HPV และตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการป้องกันพฤติกรรมความเสี่ยงอื่นๆ เช่น การสวมถุงยางอนามัย, การมีคู่นอนเพียงคนเดียว ก็จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HPV ได้มากยิ่งขึ้นค่ะ

สุดท้ายนี้ การติดเชื้อ HPV อาจไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวที่สุด แต่สิ่งที่น่ากังวลจริงๆ คือ การติดเชื้อเรื้อรังจากสายพันธุ์ที่มีความเสี่ยงสูง ดังนั้นสิ่งที่ผู้หญิงในวัย 20-45 ปี ควรทำความเข้าใจและรับมือ นั่นก็คือการตรวจให้รู้, ติดตามผลอย่างใกล้ชิด ควบคู่ไปกับการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยด้วยการสวมถุงยางอนามัยทุกครั้ง 

หากคุณมีความเสี่ยง, มีผลตรวจผิดปกติ หรือยังไม่เคยฉีดวัคซีน การรีบเข้ารับการประเมินกับสูตินรีแพทย์เพื่อวางแผนการดูแลคือหัวใจสำคัญ เพราะการฉีดวัคซีนไม่ใช่แค่การรักษา แต่คือการป้องกันอนาคต การตัดสินใจดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ จะช่วยให้คุณควบคุมความเสี่ยงและมีสุขภาพที่แข็งแรงอย่างยั่งยืนค่ะ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการติดเชื้อ HPV

โดยทั่วไปแล้วสามารถมีได้ค่ะ เพียงแต่คนไข้จะต้องแจ้งให้คู่นอนทราบเพื่อให้ฝ่ายชายฉีดวัคซีนป้องกันก่อน และฝ่ายชายต้องสวมถุงยางอนามัยทุกครั้ง เนื่องจากเชื้อ HPV จะอยู่บนผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศและรอบๆ ไม่ได้อยู่แค่ในน้ำอสุจิหรือน้ำหล่อลื่นเพียงอย่างเดียว หมายความว่าบริเวณที่ถุงยางคลุมไม่ถึงก็ยังสามารถแพร่เชื้อได้อยู่ดี

หรือในบางกรณีอาจต้องงดมีเพศสัมพันธ์ หากอยู่ในช่วงกำลังรักษาด้วยการจี้เย็นหรือผ่าตัดปากมดลูก (ประมาณ 4-6 สัปดาห์หลังทำ) เพื่อป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อนและช่วยให้แผลหายเร็วขึ้นค่ะ

มีโอกาสค่ะ จริงอยู่ที่ร่างกายของคนเราจะมีภูมิคุ้มกันจากการติดดดเชื้อ HPV สายพันธุ์หนึ่งมาแล้ว แต่ HPV มีมากถึง 200 สายพันธุ์ ดังนั้นจึงควรฉีดวัคซีน HPV เพื่อป้องกันสายพันธุ์อื่นที่ยังไม่เคยติด, ป้องกันการติดเชื้อซ้ำ และลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเรื้อรังในอนาคตอีกด้วยค่ะ

ช่องทางนัดหมายแพทย์